ชื่อของ ‘ศรีลังกา’ คุ้นหูคนส่วนใหญ่
แต่แปลกที่ศรีลังกากลับไม่ใช่จุดหมายที่คนไทยเลือกเดินทางไปเที่ยวสักเท่าไร
ทั้งที่ด้วยระยะทางที่ห่างจากไทยโดยใช้เวลาบนฟ้าเพียง 3 ชั่วโมง ถือว่าสะดวกในการเดินทาง อีกทั้งศรีลังกายังรุ่มรวยด้วยศิลปะวัฒนธรรมเก่าแก่ อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เลือกได้เลยว่าจะเที่ยวไร่ชาบนภูเขาสูง หรือล่องเรือดูวาฬสีน้ำเงินในมหาสมุทรอินเดีย
มากไปกว่านั้นคือ ศรีลังกามีความใกล้ชิดสนิทกับไทยมาอย่างยาวนาน ในฐานะดินแดนที่ศาสนาพุทธเถรวาทเจริญรุ่งเรืองเพียงไม่กี่แห่งในโลก
ศรีลังกาจึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่สามารถออกแบบการเดินทางให้เป็นทริปสายบุญได้ครบเครื่องไม่แพ้ทัวร์สี่สังเวชนียสถานในอินเดีย

เพราะแม้จะไม่ใช่แผ่นดินอันเป็นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน แต่ก็เป็นดินแดนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยเสด็จมาเยือนถึง 3 ครั้ง เพื่อตระเตรียมดินแดนนี้ให้เป็นที่อาศัยของมนุษย์และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนา อีกทั้งพระองค์ยังได้อธิษฐานเอาไว้ว่า แม้จะปรินิพพานไปแล้ว ศาสนาพุทธจะยังคงตั้งมั่นอยู่บนเกาะแห่งนี้ไปอีกหลายพันปี
น่าสนใจไหมว่าทำไมเกาะที่เล็กกว่าอินเดียถึง 50 เท่าจึงได้ดึงดูดใจให้พระพุทธองค์เลือกฝากและฝังเมล็ดพันธุ์แห่งธรรมะเอาไว้ เพื่อให้พุทธศาสนาหยั่งรากลึกบนโลกใบนี้สืบไป

becommon ชวนออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์ของศรีลังกาผ่านทริปตามรอยเส้นทาง สามเหลี่ยมวัฒนธรรม เริ่มต้นที่ อนุราธปุระ อาณาจักรที่ถือเป็นราชธานีแรกแห่งแดนลังกา ค่อย ๆ ไล่ลงไปยัง โปโลนารุวะ ต่อด้วย แคนดี แล้วไปจบทริปที่ โคลัมโบ เมืองหลวงที่น่ารักน่าอยู่แห่งหนึ่งของโลก
อนุราธปุระ
เมืองเก่าของชาวลังกาแต่ก่อน
ศรีลังกาเป็นประเทศที่มีขนาดกะทัดรัด เทียบให้เห็นภาพคือ ใหญ่กว่าจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 3 เท่า
ด้วยไซส์มินิที่ล้อมรอบด้วยทะเลและมีภูเขาอยู่ใจกลางประเทศ นักท่องเที่ยวจึงสามารถเปลี่ยนบรรยากาศจากอากาศร้อนริมทะเล จับรถไฟไต่ขึ้นเขาไปจิบชา สัมผัสอากาศเย็นสบาย หรือใครอยากปักหมุดเที่ยวให้ทั่วทั้งประเทศศรีลังกา มีเวลาสัก 2 สัปดาห์ก็เอาอยู่
ทว่าแม้จะมีพื้นที่ไม่ใหญ่ แต่การเดินทางบนท้องถนนในศรีลังกากลับใช้เวลานานกว่าที่คนไทยคุ้นเคย การเดินทางจากเมืองหลวงอย่างโคลัมโบมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่เมืองอนุราธปุระ ที่อยู่ห่างออกไปราว 200 กิโลเมตร จึงใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมง
แต่เป็น 4 ชั่วโมงที่สามารถพาคุณย้อนเวลากลับไปไกลกว่า 2,400 ปี เพื่อตามรอยอดีตความรุ่งเรืองของราชธานีแรกแห่งแดนลังกา

“คราวหน้าไปเที่ยวอนุราธปุระกัน จะได้เรียนรู้เรื่องพระพุทธศาสนา”
ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ได้รับการยกย่องเป็นพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ได้ตรัสกับหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาองค์ใหญ่ไว้เช่นนั้น นั่นหมายความว่า อาณาจักรเก่าแก่แห่งนี้เต็มไปด้วยร่องรอยสำคัญทางพุทธศาสนาที่น่าสนใจ
การได้ศึกษาข้อมูลก่อนออกเดินทางพอสังเขปว่าสถูปที่สร้างด้วยอิฐแดงอันใหญ่โตโอฬาร หรือพระเจดีย์สีขาวบนยอดเขานั้นมี Story อะไรอยู่เบื้องหลัง ย่อมทำให้การเดินทางสนุกขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

จุดออกสตาร์ทในการตามรอยพุทธศาสนาในแดนลังกาที่ดีที่สุด ควรเริ่มที่ มิหินตเล ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองอนุราธปุระไปทางตะวันออกราว 12 กิโลเมตร
ที่นี่เป็นสถานที่ซึ่ง พระมหินทเถระ โอรสของพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย ผู้รับหน้าที่สมณทูตเดินทางมาเผยแผ่ศาสนาพุทธที่ลังกา ได้พบกับ พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ กษัตริย์ผู้ครองอนุราธปุระในขณะนั้น (พ.ศ.236) พระมหินทรเถระได้แสดงธรรมจนกษัตริย์ทรงเลื่อมใสและประกาศตนเป็นพุทธมามกะ รับเอาศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำพระราชอาณาจักรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยได้มีการสร้าง อัมพัสถลเจดีย์ ขึ้นบริเวณป่ามะม่วง และมีรอยพระบาทจำลองของพระมหินทเถระ ณ บริเวณที่เชื่อกันว่าเป็นจุดแรกที่ท่านประทับรอยเท้าลงบนแผ่นดินลังกา

การไปเยือนมิหินตเล (รวมถึงอนุราธปุระ โปโลนารุวะ และสิกิริยา) ควรเผื่อเวลาสำหรับท่องเที่ยวอย่างน้อยครึ่งวัน เพราะมีหลายจุดสำคัญให้เยี่ยมชม (รวมทดเวลาในการนั่งพักเหนื่อย เข้าร่มหลบร้อน เพราะแดดที่ศรีลังกาแรงกล้าเหลือเกิน)
กับอีกหนึ่งข้อควรรู้เป็นอย่างยิ่ง คือ การไปเยือนศาสนสถานทุกแห่งในศรีลังกา นอกจากจะต้องแต่งกายสุภาพ (สวมเสื้อมีแขน กางเกงหรือกระโปรงคลุมเข่า) ยังต้องถอดหมวกกับรองเท้าก่อนเข้าเขตศาสนสถาน แต่อนุโลมให้ใส่ถุงเท้าได้ และควรใส่เป็นอย่างยิ่ง เพราะทุกคนต้องถอดรองเท้าตั้งแต่ปากทางเข้า ทำให้ต้องเดินไปบนพื้นหินหรือพื้นทรายเป็นระยะทางไกล ซึ่งในตอนกลางวันพื้นจะร้อนจัดมากจนไม่สามารถเดินด้วยเท้าเปล่าได้ หากไม่ได้เตรียมถุงเท้าไปอาจต้องเดินด้วยท่าทางกระย่องกระแย่งหรือวิ่งแบบด่วนจี๋เพื่อรีบเข้าพื้นที่ร่มให้เร็วที่สุด
ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มต้นทำความรู้จักมิหินตเลกันตั้งแต่บริเวณลานกว้างไม่ไกลจากจุดขายตั๋ว ที่มีกลุ่มโบราณสถานเก่าแก่ซึ่งส่วนมากเหลือแต่ฐาน ในอดีตบริเวณนี้คือ ทานศาลา เป็นโรงทานสำหรับให้ญาติโยมนำอาหารมาถวายพระภิกษุที่มิหินตเล ซึ่งจำนวนพระภิกษุในยุคนั้นมีมากแค่ไหนนั้น สามารถจินตนาการได้คร่าวๆ จากขนาดของรางหิน ซึ่งเป็นรางสำหรับใส่ข้าวที่ทั้งกว้างและยาว เพื่อให้เพียงพอกับจำนวนพระภิกษุ นอกจากนี้ ยังมีร่องรอยของระบบน้ำดื่มน้ำใช้ที่ปล่อยมาตามท่อส่งตรงมาจากบ่อพญานาคด้านบนใกล้กับยอดเขาอีกด้วย

จากทานศาลา ค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดหินจำนวนพันกว่าขั้น ผ่านร่มเงาของต้นลั่นทมขึ้นไปสู่ยอดเขามิหินตเลที่ประดิษฐานเจดีย์สำคัญสององค์ คือ มหาเสยยเจดีย์ ที่เชื่อกันว่าสุมนสามเณร (สามเณรอรหันต์ หลานของพระมหินทรเถระ) ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจากพระเจ้าอโศกมหาราชปริมาณเต็มหนึ่งบาตรไว้ในนั้น ส่วนเจดีย์อีกองค์ คือ มหินทเจดีย์ ก็ได้มีการขุดพบพระธาตุของพระพุทธเจ้า พระธาตุของพระมหินทเถระ และเศษไม้จันทน์ที่เผาสรีระของพระมหินทเถระ อยู่ในผอบทองคำ

อีกหนึ่งจุดสำคัญที่สามารถอาศัยแรงน่องไต่ขึ้นไปสัมผัสความพิเศษได้ คือ อาราธนากาล ยอดเขาเล็ก ๆ ที่ปักธงฉัพพรรณรังสีไว้เป็นสัญลักษณ์ ยอดเขานี้เป็นเหมือน ‘โทรโข่งทิพย์’ ในยุคนั้น โดยสุมนสามเณรใช้เป็นพิกัดในการประกาศเรียกเทวดาจากทั่วเกาะลังกาให้มาฟังธรรม ซึ่งว่ากันว่าสามารถส่งเสียงดังไกลไปจนถึงพรหมโลก ส่วนปุถุชนอย่างเราเมื่อปีนป่ายจนได้ไปยืนรับลมบนยอดอาราธนากาลแล้ว ก็ได้แต่ใช้จินตนาการนึกถึงภาพเมื่อครั้งภิกษุและเทวดาต่างก็ทยอยมาฟังธรรมที่นี่ ผ่านทิวทัศน์มุมสูงของมิหินตเลที่มองเห็นสถูปมหาเสยะ มหินทเจดีย์ และอัมพัสถลเจดีย์ ครบถ้วนอยู่ในคลองสายตา

จบจากมิหินตเล ขยับเข้าไปสู่ใจกลางเมืองเก่าอนุราธปุระ เริ่มต้นทำความรู้จักหมุดหมายแรกกันที่ วัดมหาวิหาร ที่เปรียบเสมือนหัวใจแห่งอนุราธปุระ ภายในเขตวัดมหาวิหารเป็นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวศรีลังกานิยมเดินทางมาสักการะไม่ขาดสายตลอดทั้งปี

ภาพ : mowgli1854
นั่นก็คือ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นไม้ประวัติศาสตร์อายุกว่า 2,300 ปี ที่ได้รับการบันทึกว่าเป็นต้นไม้ที่ปลูกโดยฝีมือมนุษย์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงมีชีวิตอยู่ โดยหน่อโพธิ์นี้ถูกอัญเชิญมาจากต้นแม่ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยพระสังฆมิตตาเถรี (พระธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราชที่บวชเป็นภิกษุณี และเป็นน้องสาวของพระมหินทเถระ) และเติบโตภายในเขตวัดมหาวิหารมาตั้งแต่ พ.ศ. 255 โดยหน่อที่มีอายุ 2.300 กว่าปีคือกิ่งที่มีเสาทองคำค้ำอยู่
ด้วยความที่ชาวศรีลังกาให้การเคารพต้นโพธิ์เป็นสิ่งสูงสุดรองจากพระพุทธเจ้า ต้นโพธิ์ทุกต้นบนเกาะนี้ ไม่ว่าจะเป็นในเขตวัดวาอารามหรือตามสี่แยกบนท้องถนน จะได้รับการดูแลและเคารพเป็นอย่างสูง ภาพของสาธุชนในชุดผ้าสีขาวสะอาดตานั่งสวดมนต์อย่างสงบใต้ร่มเงาใบโพธิ์ จึงเป็นภาพที่สะท้อนพลังศรัทธาอันไร้กาลเวลาที่สามารถพบเห็นได้ทุกวันในศรีลังกา
ไม่ไกลจากต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นที่ตั้งของโลหะปราสาทหลังที่สองของโลก ที่หลงเหลือเพียงเสาจำนวน 1,600 ต้นไว้เป็นอนุสรณ์ เนื่องจากตัวปราสาทซึ่งทำด้วยไม้ทั้งหลังผุพังไปตามกาลเวลา
แม้จะเหลือเพียงเสาก็มากพอที่จะทำให้จินตนาการถอยเวลากลับไปเมื่อหลายพันปีก่อน และสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของปราสาทขนาด 9 ชั้น อันเป็นดั่งมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งลังกา

ภาพ : mowgli1854
สถานที่สำคัญลำดับถัดมาภายในเขตวัดมหาวิหาร ได้แก่ สุวรรณมาลิกเจดีย์ หรือที่คนศรีลังกาเรียกว่า เจดีย์รุวันเวลิสยา มหาสถูปขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย หลานของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ
เอกลักษณ์ของมหาสถูปสีขาวองค์นี้ คือ รูปสลักนูนต่ำรูปช้างที่ล้อมรอบฐานเจดีย์ เนื่องจากเป็นพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นหลังจากที่พระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยทำการศึกยุทธหัตถีชนะชาวทมิฬ
ตามตำนานกล่าวว่า สุวรรณมาลิกเจดีย์เป็นพระสถูปที่แข็งแรงมาก เนื่องจากในครั้งที่กำลังก่อสร้าง เมื่อก่ออิฐจนถึงส่วนฐานดอกไม้ของเจดีย์ เหล่าพระอรหันต์จะอธิษฐานให้ฐานยุบตัวลงมาเสมอหน้าดินถึงเก้าครั้ง ฐานของมหาสถูปองค์นี้จึงแน่นด้วยอิฐที่ซ้อนกันหลายชั้น ทั้งนี้ก็เพื่อยืนหยัดอยู่คู่แดนลังกาให้ได้จนถึง พ.ศ.5000 อันเป็นปีที่สุวรรณมาลิกเจดีย์จะได้ทำหน้าที่สำคัญเป็นครั้งสุดท้าย

หน้าที่นั้นก็คือ การเป็นสถานที่ที่จะเกิดเหตุการณ์ ‘ธาตุปรินิพพาน’ อันเนื่องมาจากเป็นปีที่พุทธศาสนาถึงคราวเสื่อมจนถึงกาลอวสาน พระธาตุต่าง ๆ ที่อยู่ในเกาะลังกาจะเคลื่อนมารวมกันที่สุวรรณมาลิกเจดีย์เป็นแห่งแรก (ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ 1 ใน 8 ส่วน ซึ่งเป็นส่วนที่อัญเชิญมาจากนาคพิภพ) จากนั้นจะเคลื่อนไปยังนาคทีปเจดีย์ บริเวณแหลมจาฟฟ์นา (ทางตอนเหนือของศรีลังกาใกล้กับประเทศอินเดีย) จากนั้นพระธาตุทั้งหมดในสากลโลกจะไปรวมกันที่โพธิบัลลังก์ ณ พุทธคยา ประเทศอินเดีย และรวมตัวเป็นพุทธสรีระในท่านั่งขัดสมาธิ เพื่อแสดงยมกปาฏิหาริย์ราวกับพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพ ก่อนที่ไฟจะพุ่งขึ้นเผาพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดจนมอดไหม้หมดสิ้น
เมื่อเปลวไฟดับลง พุทธศาสนาจักอันตรธานไปจากโลกนี้โดยสมบูรณ์ ก่อนเข้าสู่ยุคสมัยของพระศรีอริยเมตไตรยต่อไป

ภาพ : mowgli1854
ด้วยความสำคัญอันเอกอุขนาดนี้จึงไม่แปลกที่ชาวศรีลังกาจะเดินทางมาสักการะสุวรรณมาลิกเจดีย์กันอย่างไม่ขาดสาย และนิยมถวายผ้าห่มพระเจดีย์เป็นเรื่องปกติที่สามารถพบเห็นได้วันละหลายครั้ง ผู้เขียนเองก็มีโอกาสได้ใกล้ชิดขบวนแห่ผ้าห่มพระเจดีย์ โดยเราสามารถแตะผ้าจีวรเพื่อร่วมบุญกับคณะเจ้าภาพได้โดยไม่ต้องขัดเขิน เพราะชาวศรีลังกานิยมการโมทนาบุญเช่นเดียวกับคนไทย


ไปต่อกันที่ เจดีย์ถูปาราม เจดีย์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในศรีลังกาหลังจากที่พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะรับพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระรากขวัญขวา (กระดูกไหปลาร้าขวา)
เอกลักษณ์ที่สะดุดตาของถูปารามคือ เสาหินเพรียวบางที่ตั้งเรียงรายโอบล้อมองค์เจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ซึ่งในอดีตเคยเป็นเสาค้ำหลังคาเครื่องไม้มณฑปที่ครอบองค์เจดีย์ไว้ ถือเป็นงานสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวของลังกาโบราณที่หาชมได้ยาก

นอกจากพิกัดหลักเหล่านี้แล้ว อนุราธปุระยังมี เจดีย์เชตวันราม มหาสถูปอิฐแดงที่เคยได้ชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกโบราณรองจากพีระมิดแห่งกีซา และ อภัยคีรีวิหาร อดีตสำนักสงฆ์ขนาดใหญ่ที่เคยรุ่งเรืองไม่แพ้วัดมหาวิหาร โดยบันทึกของหลวงจีนฟาเหียนระบุว่าในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 10 ที่อภัยคีรีวิหารมีพระภิกษุ 5 พันรูป และที่มหาวิหารมีพระภิกษุ 3 พันรูป ถือว่าลังกาในสมัยนั้นเป็นศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
โปโลนนารุวะ
ศรีสัชนาลัยในแดนสิงหล
หลังจากปิดฉากความยิ่งใหญ่กว่า 1,300 ปีของอนุราธปุระ อันเนื่องมาจากการรุกรานของกองทัพโจฬะ (Chola) แห่งอินเดียใต้ หน้าประวัติศาสตร์ของศรีลังกาก็ได้เปิดบทใหม่ขึ้นที่ โปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่สองที่ถูกเลือกขึ้นมาด้วยเหตุผลด้านชัยภูมิทางการทหารที่ปลอดภัยกว่า
จุดเด่นของโปโลนนารุวะ คือ เป็นราชธานีที่สะท้อนถึงความปราดเปรื่องด้านสถาปัตยกรรม การจัดการน้ำ และการผสมผสานทางวัฒนธรรมได้อย่างงดงาม ซึ่งสัมผัสได้ต้ังแต่เริ่มเดินทางเข้าเขตเมืองเก่าที่มีทะเลสาบกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาที่มีชื่อว่า ปรักกมสมุทร อ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในศรีลังกา ที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระเจ้าปรักกมพาหุมหาราช ที่เคยลั่นวาจาไว้ว่า จะไม่ปล่อยให้น้ำฝนแม้แต่หยดเดียวไหลลงไปในมหาสมุทร โดยไม่ผ่านการใช้ประโยชน์จากมนุษย์เสียก่อน และกษัตริย์ศรีลังกาในรัชสมัยต่อมาก็ทรงดำเนินรอยตามพระองค์ เกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรอินเดียแห่งนี้จึงไม่เคยขาดน้ำกินน้ำใช้ อันเนื่องมาจากพระปรีชาญาณของผู้ปกครองแผ่นดินนั่นเอง

หากการตระเวนเยี่ยมชมพระเจดีย์ขนาดมหึมาต่าง ๆ ในอนุราธปุระเปรียบได้กับการเที่ยวในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย การเช็กอินตามโบราณสถานในเขตเมืองเก่าโปโลนนารุวะก็คล้ายกับการเขยิบไปเยือนอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ที่เต็มไปด้วยสถานที่สำคัญ ๆ ให้ได้ต่อจิ๊กซอความเป็นมาของหน้าประวัติศาสตร์แห่งชาวสิงหล
เริ่มตั้งแต่เขตพระราชวังเก่า ที่อยู่ไม่ไกลจากอ่างเก็บน้ำปรักกมสมุทร เขตศาสนสถานที่มีทั้ง วิหารคดวัฏฏทาเก ซึ่งในอดีตเคยเป็นวิหารที่ใช้ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว และ ติวังกวิหาร ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระยืนในแบบตรีภังค์ หมายถึง ท่ายืนที่มีกายคด 3 แห่ง ได้แก่ พระศอเอียง เอวคด และพระชงฆ์ (แข้ง) คด หรือเป็นท่ายืนพักเท้าในแบบสบายๆ นั่นเอง

จากการสืบค้นภาพของพระพุทธรูปยืนองค์นี้จากตำราโบราณ พบว่าแม้ส่วนบนขององค์พระจะหายไป เหลือแต่ส่วนพระอุระ (อก) ลงมา แต่ก็ยังคงมองเห็นใบหน้าขององค์พระ ต่างจาก พ.ศ. ปัจจุบันที่ไม่เหลือแม้แต่พระศอ เพราะวิหารแห่งนี้ ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าปรักกรมพาหุมหาราช ไม่มีหลังคา โบราณสถานจึงผุพังไปตามกาลเวลา

อาจเป็นด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ทำให้บริเวณ กัลวิหาร ที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมาสลักจากหิน 4 องค์ ได้แก่ ปางสมาธิ 2 องค์ ปางประทับยืน และปางไสยาสน์ ซึ่งล้วนได้รับการสลักเสลาหินแกรนิตอย่างวิจิตรบรรจง สีเทาอ่อนขององค์พระที่โชว์ลวดลายพริ้วไหวของเนื้อหิน ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางแจ้งจึงตัดกับสีสันของท้องฟ้าที่เป็นฉากหลัง จนกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของการมาเยือนศรีลังกาที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกตั้งใจเดินทางมาชมความงดงามขององค์พระขนาดมหึมาด้วยตาตนเอง
แต่ปัจจุบันได้มีการสร้างหลังคาคลุมทั่วทั้งบริเวณของกัลวิหาร ทำให้ความงดงามอลังการขององค์พระลดน้อยลงไปมาก นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่หากต้องการปักหมุดไปเที่ยวที่ใด อย่าผัดผ่อนให้เสียเวลา เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ หากย้อนเวลากลับไปได้ กัลวิหารเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ผู้เขียนอยากไปเยือนให้เร็วกว่านี้สัก 20 ปี
สิกิริยา
อยุธยาบนยอดเขา
“เหมือนอยู่อยุธยา… แต่อยู่บนฟ้า”
คือสิ่งที่ผู้เขียนคิดอยู่ในใจ ขณะกำลังยืนอยู่บนอดีตพระราชวังลอยฟ้าที่หลายคนขนานนามว่าเป็นสวรรค์ของคนบาป
เพราะรอบตัวรายล้อมไปด้วยแนวอิฐเก่าแก่ที่แสดงถึงอาณาเขตซึ่งเคยเป็นพระตำหนัก ห้องหับต่าง ๆ ไปจนถึงโรงครัวและอ่างเก็บน้ำ ให้ความรู้สึกคล้ายกำลังเดินชมวัดวาเก่าแก่ในอยุธยา แต่สำหรับที่นี่คือภาพสะท้อนความยิ่งใหญ่ของอดีตเมืองแมนลอยฟ้า เมกะโปรเจ็กต์ที่คิดขึ้นโดยพระเจ้าธาตุเสน ผู้ทรงครองนครอนุราธปุระระหว่างปี พ.ศ. 1020-1038 พระองค์ต้องการสร้างปราสาทบนยอดเขาเพื่อสถาปนาตนเป็นภารตราชา หรือพระราชาที่ทรงอยู่เหนืออำนาจฟ้าและดิน

ทว่าโปรเจ็กต์สร้างสวรรค์ลอยฟ้าของพระเจ้าธาตุเสนดำเนินการมาถึงแค่ขั้นตอนระดมทุนเท่านั้น เจ้าชายกัสสปะ พระโอรสที่เกิดจากมเหสรองก็ชิงยึดอำนาจจากพระบิดาเสียก่อน ด้วยเห็นว่าตัวเองไม่มีโอกาสขึ้นครองราชย์แน่นอน เพราะราชบัลลังก์น่าจะตกเป็นของ เจ้าชายโมคคัลลานะ ผู้ประสูติจากอัครมเหสี
เจ้าชายกัสสปะขู่พระราชบิดาให้บอกที่ซ่อนสมบัติ แต่พระราชาผู้ทรงธรรมกลับตอบลูกชายไปว่า สมบัติที่ตนเองมีก็คือ บรรดาอ่างเก็บน้ำและพระอารามที่สร้างไว้ทั่วประเทศ เจ้าชายกัสสปะกริ้วสุดขีด จึงมีคำสั่งให้นำตัวพระเจ้าธาตุเสนไปขังไว้ที่ภูเขาสิกิริยาแล้วโบกปูนทั้งเป็น พร้อมกับสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์ และเริ่มต้นสร้างพระราชวังลอยฟ้าขึ้นที่สิกิริยาตามที่ผู้เป็นพ่อเคยวางโครงการเอาไว้ ใช้เวลาก่อสร้างนาน 7 ปีพระราชวังจึงเสร็จสมบูรณ์ ก่อนจะย้ายเมืองหลวงจากอนุราธปุระมาอยู่ที่สิกิริยา

แต่ด้วยความที่มีชนักติดหลัง ต่อให้สร้างปราสาทราชวังที่อลังการและน่าเกรงขามด้วยแกะสลักภูเขาหินให้กลายเป็นราชสีห์ พระเจ้ากัสสปะก็ไม่เคยได้ครองราชย์อย่างสงบสุข ด้วยเกรงว่าวันใดวันหนึ่งเจ้าชายโมคคัลลานะจะหาโอกาสยึดราชบัลลังก์ ซึ่งวันนั้นก็มาถึงจริงๆ เมื่อเจ้าชายโมคคัลลานะ ซึ่งลี้ภัยไปอยู่อินเดียตอนใต้ ได้รวบรวมไพร่พลยกทัพมาล้อมวิมานลอยฟ้าของพระเจ้ากัสสปะ และสามารถจับพระเจ้ากัสสปะประหารชีวิต ไม่ไกลจากจุดที่พระองค์เคยโบกปูนฝังพระราชบิดาทั้งเป็นนั่นเอง
เรื่องราวสุดเข้มข้นของยอดเขาที่หลงเหลือเพียงรูปสลักเท้าสิงห์หนึ่งคู่นี้เอง เป็นที่มาของสมญา ขุนเขาคนบาป และถือเป็นสถานที่แรกที่จุดประกายให้ผู้เขียนอยากเดินทางไปเยือนศรีลังกา เพื่อที่จะได้เห็นเท้าสิงห์ขนาดมหึมาด้วยตาตนเอง

กิจกรรมการเดินเข้าสู่ยอดเขาสิกิริยาจัดว่าไม่ยากไม่ง่าย เพราะเส้นทางเดินถูกออกแบบไว้เป็นอย่างดี มีทั้งขั้นบันไดหินดั้งเดิมที่ลัดเลาะไปตามซอกหินขนาดมหึมา และบันไดกับทางเดินที่ถูกต่อเติมขึ้นใหม่อย่างแข็งแรงเพื่อรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่นิยมมาเยือนสถานที่แห่งประวัติศาสตร์นี้ตลอดทั้งปี

ระหว่างทางก่อนขึ้นไปสู่เท้าสิงห์คู่ นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องเดินขึ้นไปสู่บันไดเวียน เมื่อขึ้นไปถึงขั้นบนสุด กรุณาเก็บกล้องถ่ายรูปและสมาร์ทโฟนใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย ก่อนใช้ตาเนื้อในการบันทึกภาพนางอัปสราที่ถูกขีดเขียนอยู่บนผนังหินมานานกว่า 1,500 ปี โดยแต่เดิมเคยมีภาพเขียนสีเฟรสโกเป็นรูปนางฟ้านางสวรรค์อยู่รอบขุนเขาลูกนี้รวมกว่า 17 ภาพ ปัจจุบันหลงเหลือภาพที่สมบูรณ์ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมเพีย 6-7 ภาพเท่านั้น


เดินลงจากบันไดเวียนผ่านไปตามกำแพงกระจก (Mirror Wall) ที่มีลักษณะเป็นกำแพงหินพื้นผิวราบลื่นจนขึ้นเงา จากนั้นค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดเหล็กที่เจาะอยู่กับหน้าผาไปสู่ลานสิงห์ ลานขนาดใหญ่ที่เป็นเหมือนจุดพักเหนื่อยกลางทาง โดยมีเท้าสิงห์ไซส์สูงกว่ามนุษย์หลายเท่าตัว ตั้งตระหง่านเป็นปราการนำทางขึ้นไปสู่พระราชวังสิกิริยา
ขณะพักเหนื่อยสามารถไล่สายตาขึ้นไปตามบันไดคดเคี้ยวที่มีคนเดินขึ้นและลงไม่ขาดสาย เพื่อกะประมาณพละกำลังที่เหลืออยู่ของตัวเอง ก่อนตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่สมัครใจปิดทริปบริเวณลานสิงหบาทแห่งนี้

แต่หากกัดฟันขึ้นไปต่อก็จะได้สัมผัสกับหัวใจแห่งสิกิริยาที่แท้จริงว่าเพราะอะไรกษัตริย์ในยุคหนึ่งถึงทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างพระราชวังลอยฟ้า ที่เปลี่ยนสถานะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมที่สุดแห่งหนึ่งในศรีลังกา

หากสายลุยรู้สึกว่าการเดินขึ้นเขาสิกิริยายังไม่หนำใจ ลองมองไปยังภูเขาที่สูงเด่นอยู่ฝั่งตรงข้าม ยอดเขาแห่งนั้นคือ ปีดูรังกาลา (Pidurangala Rock) ที่สามารถเดินเท้าขึ้นไปมองกลับมายังสิกิริยาได้ในอีกมุมมอง

ภูเขาปีดูรังกาลาอาจไม่แมสในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วไป แต่ชาวต่างชาติผู้นิยมการเดินป่าเดินเขาล้วนไม่พลาดการไปเยือนที่นี่ เพราะให้บรรยากาศที่ดิบๆ กว่า ด้วยเส้นทางเดินต้องผ่านป่าเขาที่อาศัยการบุกป่าฝ่าดงมากกว่าทางฝั่งสิกิริยา แถมเมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่งจะได้อารมณ์เหมือนถ้ำนาคา-นาคีของไทย เพราะลวดลายบนหินเป็นเกล็ดคล้ายพญานาค ส่วนเส้นทางที่ยากที่สุดช่วงสุดท้ายที่ต้องปีนป่ายดันตัวเองขึ้นไปในช่องหิน เพื่อไปสู่จุดสูงสุดของยอดเขา ซึ่งเป็นลาดหินขนาดใหญ่โตอลังการ ตามจุดต่าง ๆ มีนักท่องเที่ยวหัวแดงหัวทองจากทั่วโลกยึดตำแหน่งที่ตนพึงใจในการนั่งรับลม และชมพระอาทิตย์ตกดิน โดยมียอดเขาสิกิริยาตระหง่านอยู่ลิบตา

วัดถ้ำดัมบุลละ
พุทธศิลป์แห่งถ้ำเขียนสีที่พลิ้วไหวดุจแพรพรรณ
ห่างจากสิกิริยาไปไม่ถึง 20 กิโลเมตรเป็นที่ตั้งของวัดถ้ำที่มีอายุเก่าแก่กว่า 2,200 ปี และถือเป็นสถานที่ที่ผู้เขียนประทับใจมากที่สุดในการไปเยือนศรีลังกา เพราะโดยส่วนตัวไม่เคยรู้จักหรือได้ยินชื่อของ วัดถ้ำดัมบุลลา มาก่อน
วินาทีที่ได้สัมผัสความงดงามของพุทธศิลป์ภายในหมู่ถ้ำทั้ง 5 จึงถือเป็น ‘รักแรกพบ’ ก็ว่าได้

วัดถ้ำดัมบุลลาตั้งอยู่บนลาดเขาสูงราว 100 เมตรจากพื้นราบด้านล่าง หลังจากที่ค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดไต่ทางลาดไปเรื่อย ๆ เมื่อไปถึงบริเวณที่ตั้งของวัดถ้ำดัมบุลลาจึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้ชัดถนัดตา
ความเป็นมาของวัดถ้ำดัมบุลลา เริ่มตั้งแต่เมื่อครั้งกองทัพทมิฬบุกเข้ารบพุ่งแย่งชิงกรุงอนุราธปุระในรัชสมัยของพระเจ้าวัฏฐคามณีอภัย พระองค์จึงจำเป็นต้องหนีภัยสงครามมาซ่อนตัวยังถ้ำแห่งนี้นานถึง 12 ปี กว่าที่จะรวบรวมกำลังพลยกทัพกลับไปกู้คืนกรุงอนุราธปุระให้กลับมาเป็นของชนชาติสิงหลดังเดิม
หลังจากบ้านเมืองสงบเรียบร้อยดีแล้ว พระเจ้าวัฏฐคามณีอภัยทรงระลึกถึงอุปการะของถ้ำที่เคยใช้เป็นที่พักพิงยามตกที่นั่งลำบาก จึงมีพระราชดำริให้แปลงโฉมถ้ำแห่งนี้เป็นวัด และหลังจากนั้น กษัตริย์ที่ขึ้นครองราชย์ในรัชกาลถัดมาต่างก็ทยอยสร้างวัดถ้ำขึ้นเป็นลำดับ จนท้ายที่สุดวัดถ้ำดัมบุลลาประกอบด้วย 5 ถ้ำที่มีรายละเอียดภายในแตกต่างกันออกไป

ถ้ำหมายเลข 1 มีชื่อว่า ถ้ำเทวราชา สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 440 ถือว่าเก่าแก่ที่สุดในเอเชียใต้ ภายในมีพระพุทธรูปปางปรินิพพานที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นต้นกำเนิดพระไสยาสน์ องค์พระสลักจากหินทั้งองค์ ด้วยความที่โถงถ้ำมีลักษณะเตี้ยและแคบ เมื่อเข้าไปยืนในถ้ำทุกคนจึงมีโอกาสยืนประชิดติดองค์พระ พลอยทำให้ได้พินิจความงดงามของการบรรจงสลักเสลาหินก้อนโตอย่างงดงามอ่อนช้อยตามศิลปะแบบลังกา


ถ้ำหมายเลข 2 มีชื่อว่า ถ้ำมหาราชา ได้รับการอุปถัมภ์โดยพระเจ้านิสสังกมัลละแห่งอาณาจักรโปโลนารุวะ เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่กว่าถ้ำเทวราชาอย่างเห็นได้ชัด และเต็มไปด้วยพระพุทธรูปหลากหลายปางเรียงรายอยู่โดยรอบผนังทั้งสี่ทิศ รวมถึงเทวรูปและภาพเขียนสีเฟรสโกบนผนังและเพดาน ที่ยังคงความสดสวยข้ามศตวรรษมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1700
ใครที่สนใจประวัติศาสตร์หรือตำนานต่าง ๆ เป็นทุนเดิม น่าจะยิ่งเพลิดเพลินกับการค่อยๆ ไล่สายตาชมเรื่องราวต่าง ๆ บนจิตรกรรมฝาผนังภายในถ้ำ ในขณะที่คนที่ไม่มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์หรือศิลปะใด ๆ (เช่นตัวผู้เขียนเอง) ก็สามารถตื่นตาตื่นใจไปกับการเลือกใช้สีสันเฉดสดใส ทั้งเหลือง ส้ม แดง ดำ ขาว ในการแต่งแต้มบนองค์พระ หรือวาดเป็นลวดลายตารางหมากรุกแทรกสลับด้วยดอกไม้ ยิ่งพื้นผิวของถ้ำเป็นหยักเป็นลอนตามธรรมชาติ ยิ่งทำให้ภาพเขียนสีบนผนังหินที่แข็งกร้าวกลับดูพลิ้วไหวอ่อนช้อย ราวกับพื้นที่ในถ้ำถูกห่มคลุมด้วยผ้าพิมพ์ลายไม่มีผิด


ถ้ำหมายเลข 3 มีชื่อว่า ถ้ำมหาอลุต สร้างโดยพระเจ้ากิตติศรีราชสิงหะ ซึ่งปรากฏรูปสลักของพระองค์อยู่ภายในถ้ำด้วย พระเจ้ากิตติศรีราชสิงหะคือกษัตริย์ที่ส่งพระราชสาส์นมายังพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งอยุธยา เพื่อทูลเชิญพระอุบาลีเถระไปฟื้นฟูพุทธศาสนาในลังกานั่นเอง
บรรยากาศภายในถ้ำแห่งนี้จะมืดกว่าถ้ำหมายเลข 2 แต่ก็ยังเต็มไปด้วยพระพุทธรูปปางแปลกตาหลายปางและสีสันบนผนังถ้ำและรูปเคารพต่างๆ ที่สดใสสร้างแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม
สำหรับถ้ำที่ 4 (ถ้ำปัจฉิม) และถ้ำที่ 5 (ถ้ำเทวานะอลุต) ไม่ปรากฏที่มาชัดเจน โดยภายในถ้ำปัจฉิมมีเจดีย์ของพระนางโสมาวตี ที่เคยบรรจุอัญมณีไว้ใต้เจดีย์ แต่ถูกโจรเข้ามาทำลายและขโมยของมีค่าออกไปจนหมด
จบจากถ้ำดัมบุลละเตรียมตัวออกเดินทางสู่ แคนดี (Kandy) จุดหมายสำคัญของชาวพุทธทั่วโลก
แคนดี
นมัสการพระเขี้ยวแก้ว ตามรอยเส้นทางสยามวงศ์
การไปนมัสการพระเขี้ยวแก้วที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว หรือ ศรี ดาลดา มาลิกาวะ (Sri Dalada Maligawa) ถือเป็นกิจกรรมหลักที่ชาวพุทธจากทั่วโลกไม่พลาด ในการเดินทางไปเยือนแคนดี เมืองหลวงแห่งที่สามของศรีลังกา
หลายคนเลือกที่จะไปร่วมงานแห่พระธาตุใน งานเปราเฮรา (Pera Hera) ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ 10 วัน 10 คืนในช่วงเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคมของทุกปี แต่การมีโอกาสนมัสการพระธาตุเขี้ยวแก้วในช่วงเวลาอื่นของปีก็มอบความรู้สึกอิ่มเอมใจได้ไม่แพ้กัน


เพราะเราจะได้สัมผัสกับทั้งความงดงามของศิลปะต่าง ๆ ภายในตัววัด รวมถึงวัตรปฏิบัติอันแสนสงบของพุทธศาสนิกชนชาวลังกา ที่ต่างก็สวมชุดขาวและตระเตรียมดอกไม้สดมาเองจากบ้าน สำหรับนำไปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพนับถือ
หากมีโอกาสไปไหว้พระธาตุเขี้ยวแก้วตรงกับช่วงเวลาทำวัตรหรือพิธีกรรมประจำวัน ซึ่งมี 3 ช่วง คือ ในตอนเช้าตรู่ ตอนสาย และตอนเย็น จะได้ยินเสียงระฆัง เสียงกลองยาว และเสียงปี่แบบพื้นเมืองศรีลังกาบรรเลงสอดรับกันอย่างเป็นจังหวะ ดังก้องกังวานไปทั่วอาคารไม้โบราณ เป็นอีกหนึ่งบรรยากาศความขรึมขลังที่ควรไปสัมผัสด้วยตนเองสักครั้งในชีวิต

หลังจากนมัสการพระเขี้ยวแก้วเสร็จเรียบร้อย ไม่อยากให้พลาดการเดินอ้อมทะเลสาบใจกลางเมืองไปยัง วัดบุปผาราม (Malwatta Temple หรือ Malwathu Maha Viharaya) ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดพระเขี้ยวแก้ว เพื่อทำความรู้จักกับจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและศรีลังกา
วัดบุปผารามเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ พระอุบาลีมหาเถระ และคณะสงฆ์จากกรุงศรีอยุธยา เดินทางมาทำพิธีอุปสมบทเพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาในศรีลังกาเมื่อกว่า 270 ปีก่อน จึงถือเป็นศูนย์กลางของสงฆ์นิกายสยามวงศ์ (Siam Nikaya) ที่มีความผูกพันกับประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของไทยเราอย่างลึกซึ้ง ซึ่งก่อนหน้านั้น สยามเองก็เคยได้รับความอนุเคราะห์ในลักษณะนี้มาก่อน
กล่าวคือ ในสมัยสุโขทัย หรือราวพุทธศตวรรษที่ 18 พุทธศาสนาในลังกาอยู่ในยุครุ่งเรืองถึงขีดสุด จนมีสถานะเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาเถรวาทของโลก พระสงฆ์ไทยในสมัยนั้นเลื่อมใสในวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ชาวลังกามาก จึงเดินทางไปศึกษาธรรมที่เกาะลังกา และรับการอุปสมบทใหม่บนหมู่เกาะรูปหยดน้ำแห่งมหาสมุทรอินเดียเมื่อพระสงฆ์คณะนั้นเดินทางกลับมายังสยามก็ได้นำเอาวัตรปฏิบัติแบบลังกามาเผยแผ่ จึงมีคำเรียกขานพระสงฆ์กลุ่มนี้ว่า คณะลังกาวงศ์ ที่ได้รับเอาสถาปัตยกรรมเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ หรือที่เรียกว่าเจดีย์ทรงลังกา เข้ามาเผยแพร่ในมาตุภูมิ เช่น เจดีย์พระบรมธาตุที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช เป็นต้น

ภาพของพระสงฆ์ศรีลังกาในจีวรสีส้มอมแดง หรือสีกราน เดินจงกรมหรือสนทนาธรรมกันเงียบๆ ภายใต้ร่มไม้คือสิ่งที่อาคันตุกะจะได้สัมผัสเมื่อเข้ามาในเขตคามอันแสนสงบร่มเย็น หากโชคดีและไปถูกเวลา อาจมีโอกาสได้เข้ากราบนมัสการหรือรับพรจากพระมหาเถระผู้ใหญ่ ซึ่งท่านมักจะความเมตตาและต้อนรับผู้มาเยือนชาวไทยด้วยความอบอุ่นเป็นพิเศษเนื่องจากสายสัมพันธ์ทางศาสนาที่แน่นแฟ้น

และหากโชคดีไปกว่านั้น คุณลุงผู้ถือกุญแจดอกยาวเท่าศอกสิริรวมหนึ่งพวง จะอาสามาไขกุญแจ พิพิธภัณฑ์วัดบุปผาราม เปิดให้ชมทีละห้อง มีทั้งห้องที่เคยเป็นกุฏิที่พระอุบาลีเถระเคยจำวัด ห้องเก็บสาส์นโบราณที่กษัตริย์ลังกาส่งไปขอนิมนต์พระไทยจากพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีตู้พระไตรปิฎกเก่าแก่และเครื่องอัฐบริขารสำคัญ ๆ หลายชิ้น
ทุกรายละเอียดภายในพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ แห่งนี้คือหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความอุตสาหะของคณะสงฆ์จากสยามที่เดินทางไปยังกรุงลังกาโดยเรือใบของชาวฮอลันดา โดยใช้เวลานานถึง 5 เดือน 5 วัน กว่าจะได้มีโอกาสต่อลมหายใจให้พุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน


ศรีปาทะ
ขุนเขาแห่งความอุตสาหะ
จบจากการนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอดีตเมืองหลวงแห่งที่สามของศรีลังกาอย่างแคนดีเป็นที่เรียบร้อย อยากให้ยังคงอ้อยอิ่งอยู่ในเขตภูเขาใจกลางเกาะกันต่อ เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ที่พี้กที่สุดประจำทริป นั่นคือ Adam’s Peak หรือที่คนไทยเรียกว่า ยอดเขาสุมนกูฏ ส่วนคนศรีลังการู้จักในนาม ‘ศรีปาทะ’
ยอดเขาที่สามารถมองเห็นเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมได้จากระยะไกล มีสถานะเป็นดั่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนิกทุกศาสนา โดยมี ‘รอยเท้า’ บนยอดเขาเป็นศูนย์รวมจิตใจ

พุทธศาสนิกชนเชื่อว่ารอยเท้าดังกล่าวคือ พระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า จึงเรียกขานภูเขาลูกนี้ว่า ศรีปาทะ (Sri Pada) แปลว่า รอยพระบาทอันเป็นมงคล โดยเชื่อกันว่าเป็น รอยพระพุทธบาทซ้าย ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ทรงประทับทิ้งไว้เมื่อครั้งเสด็จเยือนเกาะลังกาเป็นครั้งที่ 3 ตามคำกราบทูลเชิญของพระสุมนเทวราช เทพเจ้าผู้ปกปักรักษายอดเขาแห่งนี้
ชาวพุทธศรีลังกาจึงมีคติความเชื่อว่า ในชีวิตหนึ่งควรจะหาโอกาสเดินเท้าขึ้นไปกราบสักการะศรีปาทะให้ได้สักครั้งเพื่อความเป็นสิริมงคลสูงสุด
ในขณะที่ชาวทมิฬในศรีลังกาที่นับถือศาสนาฮินดู เรียกยอดเขานี้ว่า ศิวะปาทัม (Shiva Padam) เพราะเชื่อว่ารอยประทับนั้นคือ รอยพระบาทของพระศิวะขณะทรงร่ายรำท่าศิวะนาฏราช ยอดเขานี้จึงเปรียบเสมือนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับเทวโลก

สำหรับชาวมุสลิมและชาวคริสต์ (รวมถึงชาวยิว) ในศรีลังกาและนักเดินทางยุคโบราณ จะเรียกภูเขานี้ว่า Adam’s Peak ตามความเชื่อที่ว่าเมื่อครั้งที่นบีอาดัม (มนุษย์คนแรก) ถูกเนรเทศให้ออกจากสวนสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์ จุดแรกที่เท้าของท่านเหยียบลงบนโลกก็คือยอดเขาแห่งนี้ และด้วยความสำนึกผิด ท่านได้ยืนรำพึงอธิษฐานจิตด้วยเท้าข้างเดียวบนยอดเขาเป็นเวลานานนับร้อยปี จนทำให้เกิดรอยประทับลึกลงไปในหิน
แต่ก็มีชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเชื่อว่านี่คือรอยเท้าของเซนต์โทมัส ผู้เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในอินเดียใต้และเอเชียใต้
ไม่ว่าใครจะเชื่ออย่างไร ท้ายที่สุดแล้วการเดินขึ้นบันไดคอนกรีตและบันไดหินล้วน ๆ กว่า 5,000–6,000 ขั้น (ยังไม่รวมขาลง) ย่อมต้องอาศัยความอุตสาหะและจิตใจที่มุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ซึ่งถือเป็นนิยามความพี้กที่เหมาะสมกับยอดเขาแห่งนี้ที่สุด
หากต้องการไปนมัสการรอยพระพุทธบาท ควรไปเยือนศรีปาทะในฤดูแสวงบุญ โดยจะเริ่มต้นในวันเพ็ญเดือนธันวาคม และไปสิ้นสุดในวันเพ็ญเดือนพฤษภาคม หรือวันวิสาขบูชาของทุกปี รวมเวลาประมาณ 5 เดือน นิยมใช้เส้นทาง Hatton-Nallathanniya ที่มีระยะทาง 7 กิโลเมตร และมักจะเริ่มเดินตอนเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง เพื่อขึ้นไปให้ทันชมแสงแรกของวัน ณ ยอดเขา และสักการะรอยพระพุทธบาทเพื่อความเป็นสิริมงคล

หากไปนมัสการรอยพระพุทธบาทในฤดูแสวงบุญ ซึ่งคึกคักด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้ตลอดเส้นทางเดินคดเคี้ยวจากตีนเขาสู่ยอดสว่างไสวไปด้วยแสงไฟนำทาง เพราะแต่หากอยากไปสัมผัสความสงบที่แท้จริงของขุนเขาแห่งนี้ ก็สามารถเดินเท้าในบรรยากาศเงียบสงบได้ในช่วงนอกฤดูแสวงบุญ
จากประสบการณ์ของผู้เขียนซึ่งเดินขึ้นศรีปาทะในเดือนกรกฎาคม พบว่ามีนักท่องเที่ยวบางตา (เท่าที่พบเจอมีไม่ถึง 20 คน) และเป็นฤดูฝนที่อากาศเย็นสบาย ทำให้สามารถค่อย ๆ เดินไป พักหอบหายใจไปอย่างไม่ต้องเร่งรีบ แต่ก็มีข้อเสียคือ ไม่ค่อยมีร้านค้าริมทางเปิดทำการ ดังนั้น หากวางแผนไปเยือนศรีปาทะนอกฤดูแสวงบุญ ต้องเตรียมน้ำ ยาที่จำเป็น และเสบียงสำหรับเติมพลังระหว่างทางไปให้เพียงพอ

กับข้อเสียอีกประการคือ ไม่มีโอกาสได้เข้าไปสักการะรอยพระพุทธบาท แต่หลังจากผ่านการต่อสู้กับขีดจำกัดของร่างกายยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง จนสามารถไปยืนบนบันไดขึ้นสุดท้ายได้สำเร็จ ก็ราวกับได้ใช้ความอุตสาหะทั้งหมดที่มีถวายนมัสการแด่พระพุทธองค์เป็นที่เรียบร้อย จึงไม่รู้สึกว่ามาไม่ถึงหรือขาดตกบกพร่องแต่ประการใด
หลังกราบนมัสการรอยพระพุทธบาทด้วยดวงจิตเป็นที่เรียบร้อย ค่อยๆ ละเลียดเวลาไปกับการชมทิวทัศน์ของขุนเขาที่มีสายหมอกลอยปกคลุมไปทั่วบริเวณ และปรับสายตามองไปยังเบื้องล่างเห็นเส้นทางคดเคี้ยวของบันไดหลายพันขั้นที่เดินก้มหน้างุดๆ ฝ่าความมืดมาตลอดทาง
ขอบอกว่าทางขึ้นว่ายากแล้ว การเดินลงศรีปาทะคือที่สุดของความอุตสาหะอย่างแท้จริง

โคลัมโบ
นมัสการพระนอนกางมุ้ง ณ วัดของราชาแห่งนาค
ถึงเวลาหอบสังขารกะปลกกะเปลี้ยและน่องที่แข็งตึงหลังเดินลงจากศรีปาทะมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงโคลัมโบ เพื่อไปเยือนหนึ่งในวัดที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในศรีลังกา นั่นคือ วัดเกลาณียะราชมหาวิหาร ที่ซึ่งครั้งหนึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ที่เป็นสาวกอีก 500 รูป เคยเสด็จมาเยือนตามคำเชิญของ มณิอักขินาคราช ราชาแห่งนาคซึ่งปกครองบริวารอยู่ที่แม่น้ำกัลยาณี ในเวลาเช้าของวันวิสาขบุรณมี ปีที่แปดหลังพระองค์ทรงตรัสรู้
เชื่อกันว่าภายในพระเจดีย์ทรงระฆังคว่ำสีขาวเป็นที่บรรจุพระแท่นบัลลังค์ที่พระองค์ประทับในครั้งนั้น โดยหลังจากพระพุทธองค์ฉันภัตตาหารที่มณิอักขินาคราชถวายเสร็จสิ้น ได้ทรงแสดงธรรม แล้วไปประทับรอยพระบาทไว้ที่ยอดเขาสุมนกูฏ หรือศรีปาทะ ที่เราเพิ่งจากมานั่นเอง


ภายในวัดกัลยาณี (ชื่อที่ชาวไทยนิยมเรียก) มีสถานที่สำคัญให้เยี่ยมชมหลายจุด เริ่มตั้งแต่ต้นศรีมหาโพธิ์ ที่เหล่าพุทธศาสนิกชาวลังกานิยมเดินเวียนทักษิณาวรรตและรดน้ำเพื่อสักการะบูชา นอกจากนี้ ผู้คนจำนวนมากนิยมนั่งสวดมนต์ทำสมาธิอยู่รอบบริเวณต้นโพธิ์แบบไม่รีบร้อน ราวกับวัดคือสถานที่ที่พวกเขาอยากมาใช้เวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ไม่ไกลจากพระศรีมหาโพธิ์เป็นที่ตั้งของพระวิหาร ซึ่งภายนอกประดับประดาด้วยรูปสลักทวยเทพ คนแคระ สัตว์ต่างๆ ฯลฯ โดยรอบวิหาร และยิ่งได้เข้าไปภายในก็ให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับการได้ชมงานชิ้นศิลปะชั้นเลิศในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งพระวิหารของวัดกัลยาณีในเวอร์ชันที่ทุกคนได้สัมผัสในปัจจุบันนี้ เกิดจากแรงศรัทธาของ นางเฮเลนา วิเจวาร์เดนา (Mrs. Helena Wijewardena) เศรษฐีนีแห่งกรุงโคลัมโบ ที่อุทิศทรัพย์สินในการบูรณะปฏิสังขรณ์วัด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2431 ทำให้ทุกองค์ประกอบภายในพระวิหารสวยงามอย่างกลมกลืน


โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องชาดก พุทธประวัติ และเหตุการณ์สำคัญทางพุทธศาสนาในศรีลังกา ฝีมือของนายโสริอัส เมนดิส (Solius Mendis) ศิลปินชื่อดังของศรีลังกา ที่ได้อุทิศเวลากว่า 20 ปีในการรังสรรค์ภาพจิตรกรรมที่งดงามจนไม่อาจละสายตา

ในบรรดาภาพเขียนกว่า 45 ภาพ รอบพระวิหาร มีอยู่ 4 ภาพที่บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาในศรีลังกาได้อย่างครบถ้วนในใจความ ได้แก่ ภาพที่พระสังฆมิตตาเถรี นำต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยามายังเกาะลังกา โดยมีพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะลุยน้ำลงไปรับถึงเรือ ภาพของพระพุทธโฆษาจารย์รับคัมภีร์อรรถกถาภาษาสิงหลจากพระสังฆราชลังกา ภาพเมื่อครั้งพระเจ้าเกียรติศิริราชสิงหะทรงตั้งพระแวลิ วิฎะสรณังกรเป็นสังฆราชของลังกาในสยามวงศ์ และภาพของเจ้าชายทันตกุมารกับเจ้าหญิงเหมมาลา นำพระเขี้ยวแก้วซ่อนไว้ในมวยผม แล้วเดินทางสู่เกาะลังกา


ปิดทริปด้วยการกราบพระพุทธรูปนอนองค์ใหญ่ภายในพระวิหาร ซึ่งมีผ้าโปร่งกั้นองค์พระไว้บาง ๆ ดูราวกับองค์ท่านกำลังนอนอยู่ในมุ้ง โดยมีดอกไม้สดวางเรียงรายอยู่ด้านหน้าองค์พระไม่เคยขาด บรรยากาศแสนสงบ ได้ยินเพียงเสียงสวดมนต์เบา ๆ ของชาวศรีลังกาในหลากหลายอิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งขัดสมาธิ นั่งชันเข่า หรือจะนั่งยืดเหยียดขาไปทางองค์พระก็ไม่ถือเป็นการเรื่องผิดของที่นั่น
เพราะเราในฐานะผู้ไปเยือนเพียงชั่วคราว อาจแค่วางดอกไม้สด ยกมือประนมขึ้นอธิษฐาน กราบพระ หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเพียงไม่กี่นาทีแล้วจากไป แต่ชาวศรีลังกาที่นั่งเหยียดเท้าเหล่านั้น เขาอาจจะนั่งสมาธิและสวดมนต์อยู่กับที่เป็นเวลานานนับชั่วโมง จนเกิดอาการเมื่อยขบและแค่อยากเปลี่ยนอิริยาบถ ก็เป็นได้

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่วิถีชาวพุทธในศรีลังกาแตกต่างจากพุทธแบบไทย ๆ เช่น การถอดรองเท้าเมื่อเข้าสู่วิหารลานพระเจดีย์ นั่นหมายถึง ทุกคนต้องเดินเท้าเปล่าตั้งแต่เริ่มเข้าเขตวัด ไม่ใช่แค่ถอดรองเท้าหน้าโบสถ์วิหารอย่างในเมืองไทย และเมื่ออยู่ต่อหน้าพระพุทธรูป ไม่ควรหันหลังให้องค์พระ หากต้องการถ่ายรูปคู่กับองค์พระให้ยืนเฉียงเบี่ยงตัวสี่สิบห้าองศาแทน
นอกจากนี้ ทุกวัดในศรีลังกาจะไม่มีการขายของ ไม่มีเครื่องรางของขลัง ไม่มีการจุดธูปเทียนบูชา นิยมใช้ดอกไม้สดในการถวายพระ และชาวพุทธศรีลังกาส่วนใหญ่สามารถสวดมนต์บูชาบทยาว ๆ ได้จนเป็นเรื่องปกติ
การออกเดินทางเพื่อเรียนรู้และสัมผัสวิถีที่เหมือนจะคล้าย แต่กลับแตกต่างในรายละเอียด อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในชีวิตและจิตใจของหลาย ๆ คนที่มีโอกาสไปเยือนถิ่นพุทธภูมิอย่าง ‘ศรีลังกา’
*สนับสนุนการเดินทางโดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย บินตรงสู่โคลัมโบ ตรวจสอบเที่ยวบินและจองตั๋วเครื่องบินได้ที่ www.airasia.com
อ้างอิง
- รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง.บทบาทของลังกาทวีปในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาต่อพุทธศิลป์ไทย.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.,2560.
- พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ).อันว่า…ศรีลังกา.ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม,2545.
- สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ.วัดเกลาณียะราชมหาวิหาร.https://bit.ly/4w5PCcm
- หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล.ไปลังกาทวีป.https://bit.ly/4ajki1D