life

คุณเคยถามตัวเองหรือฉุกคิดถึงอนาคตที่ไม่มีอะไรแน่นอนบ้างไหมว่า หากวันหนึ่งวันใดชีวิตนี้ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เข้าจริงๆ จนทำให้คุณใช้ชีวิตในแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป คุณจะทำอย่างไรกับชีวิตหลังจากนั้น?

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1975 หลังจากละครเวทีเรื่อง A Chorus Line เปิดการแสดงขึ้นอย่างเป็นทางการได้ไม่นานที่โรงละครชูเบิร์ต (Shubert Theatre) ใจกลางย่านบรอดเวย์ ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก็ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและได้เสียงตอบรับที่ดีอย่างล้นหลามจากผู้ชม จนในที่สุดละครเวทีเรื่องนี้ก็ได้รับรางวัลโทนี (Tony Awards) สาขาละครเพลงยอดเยี่ยม ซึ่งเปรียบได้กับรางวัลออสการ์ของวงการละครเวที รวมถึงรางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize) สาขาละครเวทีในปีต่อมา

ภาพ Courtesy of the estate of Marvin Hamlisch via Playbill

คงไม่ใช่กระแสนิยมจากผู้ชมเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ A Chorus Line ได้รับรางวัล แต่เป็นเพราะแก่นแท้ของเรื่องราวที่บอกเล่าและถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดผ่านตัวละคร ซึ่งผู้ชมหลายคนไม่เคยคิดถึงประเด็นนี้มาก่อน

A Chorus Line เปิดรอบการแสดงมากกว่า 6,000 รอบ ติดต่อกันเป็นระยะเวลาร่วม 15 ปี จนกลายเป็นละครเวทีเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่เปิดการแสดงได้ยาวนานที่สุดในช่วงเวลานั้น และเคยได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ค.ศ. 1985 ทั้งๆ ที่ไม่มีนักแสดงชื่อดังสักคนเดียว ไม่มีฉากยิ่งใหญ่อลังการเหมือนละครเวทีเรื่องอื่นๆ ไม่มีเทคนิคพิเศษชวนตื่นตา มีเพียงเวทีโล่งกว้างและกำแพงกระจกที่ดูออกทันทีว่าจำลองเวทีเป็นห้องซ้อมเต้น

ส่วนบนพื้นมีเส้นสีขาวขีดยาวเป็นเส้นตรง หน้าที่เดียวของเส้นนี้คือกำหนดเขตแดนแบ่งแยกพื้นที่บนเวทีระหว่างนักแสดงหลักกับนักแสดงประกอบคนอื่นๆ (ensemble) ซึ่งในละครเวทีเรื่องนี้หมายถึงนักเต้นทุกคน

สิ่งสำคัญที่ทำให้ A Chorus Line กุมหัวใจและความรู้สึกของผู้ชมได้อย่างอยู่หมัดคือการนำเสนอชีวิตธรรมดาๆ ของนักเต้นทั้ง 17 คน พวกเขาสมัครเข้ามาออดิชันด้วยความมุ่งมั่นทำสิ่งที่รัก จนผ่านการคัดเลือกรอบแรกได้สำเร็จ แต่เป้าหมายสูงสุดเดียวกันของนักเต้นทุกคนคือการได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 8 นักแสดงประกอบตัวจริง ไม่มีใครรู้ว่าความสำเร็จครั้งนี้มีราคาเท่ากับความพยายามมากแค่ไหน สำหรับบางคนอาจเป็นความพยายามทั้งหมดที่สั่งสมมาชั่วชีวิต

ภาพ Rob Loud / Getty Images North America / Getty Images via AFP

ระหว่างที่ทุกคนกำลังซ้อมเต้นร่วมกันอย่างหนักเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการคัดเลือกรอบสุดท้าย กลับเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด นักเต้นคนหนึ่งก้าวพลาดและล้มลง หัวเข่าของเขาบาดเจ็บจนยืนขึ้นไม่ไหว ทำให้ซ้อมเต้นต่อไปไม่ได้ ความพยายามที่เขาทุ่มเทมาทั้งหมดสิ้นสุดลงตรงนั้น นักเต้นอีก 16 คนที่เหลืออยู่รู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วินาทีนั้นทุกคนรู้อยู่เต็มอกว่าชีวิตของพวกเขาตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน ทุกย่างก้าวและท่วงท่าคือความเสี่ยงที่อาจให้ผลลัพธ์เป็นบทเรียนราคาแพง ซึ่งเดิมพันด้วยความหวังและความฝันของชีวิต แล้วผู้กำกับก็ถามขึ้นว่า “ถ้าหากคุณต้องหยุดเต้น หรือทำสิ่งที่รักไม่ได้อีกต่อไป คุณจะทำอย่างไร”

นักเต้นคนหนึ่งจึงตอบคำถามนี้เป็นเพลง ‘What I did for Love’ เพื่อต้องการจะบอกว่า ถ้าวันนี้ชีวิตพบเจอกับการเปลี่ยนแปลง ก็แค่จากลาวันนี้เสีย เพื่อให้ชีวิตได้ก้าวต่อไปในวันพรุ่งนี้ ไม่ฟูมฟาย ไม่โวยวาย ไม่มีประโยชน์อะไรหากเรามัวแต่โศกเศร้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ถ้าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น ได้ทำสิ่งที่รักอย่างเต็มที่ ทำทุกวินาทีให้ดีที่สุด ก็ไม่เห็นว่าจะต้องคร่ำครวญเสียใจกับสิ่งใดอีก ทำสิ่งที่ต้องทำต่อไป และไม่เสียใจเลยสักนิดกับทุกสิ่งที่ทำด้วยใจรัก

ในชีวิตจริง บางคนอาจตอบคำถามนี้ได้ทันทีทันใด ขณะที่บางคนอาจรู้สึกว่าภายในตัวเองว่างเปล่าเกินกว่าจะตอบสิ่งใดๆ ออกมา ไม่มีใครถูกใครผิด เพราะคำตอบขึ้นอยู่กับมุมมองและความเข้าใจชีวิตของแต่ละคนมากกว่า ซึ่งแตกต่างกันไปตามต้นทุนชีวิต ความรู้สึกนึกคิด และประสบการณ์ส่วนตัว จึงไม่ใช่คำถามที่ต้องรีบด่วนตอบ หรือมีใครจะมาให้ตอบแทนกันได้ แต่เชื่อได้เลยว่าในท้ายที่สุด ทุกคนจะพบคำตอบได้ด้วยตัวเองไม่ช้าก็เร็ว

ชีวิตของนักเต้นมีราคาที่ถูกบังคับจ่ายเพื่อแลกเปลี่ยนกับความสำเร็จ นั่นคือความเสื่อมโทรมของร่างกายซึ่งสึกหรอและถดถอยลงเรื่อยๆ ตามอายุและการใช้งานอย่างหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่นเดียวกับชีวิตของทุกคน ไม่ว่าในตอนนี้เรากำลังทำสิ่งใดอยู่ อาจเป็นสิ่งที่ใจรัก หรืออาจเป็นสิ่งที่ต้องทำเพราะเงื่อนไขในชีวิต บางทีก็ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นสร้างความหมายให้ชีวิตเราได้อย่างไร

เพราะทุกอย่างมีวาระ ทุกสิ่งบนโลกมีอายุขัย ซึ่งไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะหมดลงเมื่อไหร่ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะมีพรุ่งนี้ ในเมื่อไม่มีอะไรในชีวิตที่แน่นอน ความเป็นไปของสรรพสิ่งและชีวิตที่พบกับการเปลี่ยนแปลงหรือร่วงโรยไปตามวาระจึงกลายเป็นบทเรียนที่เตือนให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของเวลา และพยายามทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้ไม่เสียดายหรือเสียใจภายหลัง

เวนดี วีแลน (Wendy Whelan) นักบัลเลต์ร่วมสมัยผู้มีชื่อเสียงระดับโลกเคยพูดไว้ว่า “ถ้าฉันเต้นไม่ได้ ฉันยอมตายซะดีกว่า” เพราะการเต้นคือทั้งหมดของชีวิตเธอ จากการทุ่มเทฝึกฝนในสิ่งที่รักทำให้เธอได้เข้าร่วมกับคณะบัลเลต์อันดับต้นๆ ของโลกอย่าง New York City Ballet เธอมีอาชีพเป็นนักเต้นตั้งแต่อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่เร็วมากในสายอาชีพนี้

ภาพ Timothy A. Clary / AFP

ชีวิตเป็นไปตามที่เวนดีตั้งใจวาดฝันไว้ทุกอย่าง ไม่ต่างจากการออกท่าทางในการเต้น เธอได้เป็นทั้งเจ้าของชีวิตตัวเองและทุกส่วนของร่างกายอย่างแท้จริง ทุกครั้งที่เธอทรงตัวด้วยปลายนิ้วเท้า พร้อมวาดแขนขาพร้อมกับบิดโค้งลำตัวไปตามจังหวะดนตรี ทุกอย่างคือความสง่างามไร้ที่ติ เธอกลายเป็นนักบัลเลต์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด เธอเคยถามตัวเองเล่นๆ ว่า “ชีวิตจะเป็นอย่างไรหากเต้นไม่ได้อีกต่อไป” เวลาล่วงเลยผ่าน แล้วความเป็นไปของชีวิตในวัย 46 ปี ทำให้เธอค้นพบคำตอบ

ในวงการนักเต้น ว่ากันว่าจุดสูงสุดของอาชีพนักเต้นคือช่วงอายุที่เข้าสู่ปีที่ 30 ซึ่งเป็นวัยที่ผ่านการเคี่ยวกรำจนเห็นผล และหลังจากนั้นไม่นานนักเต้นจะต้องตัดสินใจเกษียณจากอาชีพที่รัก เพราะข้อจำกัดจากการใช้งานร่างกายมาเป็นเวลานาน แต่เวนดีเลือกทำในสิ่งที่ต่างออกไป เธอหมายมั่นกับตัวเองว่าจะทำในสิ่งที่รักต่อไปไม่ลดละ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่หมายความว่าตัวเธอเองต้องแบกรับความเสี่ยงที่อาจทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

ภาพ Timothy A. Clary / AFP

เมื่อความแก่ชราและความสึกหรอของร่างกายกลายเป็นอุปสรรคและข้อจำกัดของการเต้น สิ่งที่เลวร้ายที่สุดซึ่งไม่มีนักเต้นคนไหนอยากให้เกิดกับตัวได้เกิดขึ้นกับเธอ เวนดีบาดเจ็บจนเต้นได้ไม่คล่องอีกต่อไป เป็นเรื่องยากที่จะทำใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะบางครั้งเราก็หลงลืมไปสนิทใจว่าไม่มีสิ่งใดจะคงอยู่ตลอดไป

ช่วงรักษาตัว เวนดีเริ่มเข้าใจความเป็นไปของชีวิต ในเมื่อตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอได้ทำสิ่งที่เธอรักอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ก็ไม่เห็นจะต้องพยายามเหนี่ยวรั้งอดีตเอาไว้ ในที่สุดเธอพร้อมที่จะใช้ชีวิตธรรมดา อยู่กับปัจจุบันและก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างที่ควรจะเป็น หลังจากรักษาตัวจนหายดี ค่ำคืนของวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 2014 คณะบัลเลต์ New York City Ballet ได้จัดการแสดงให้เวนดีเป็นครั้งสุดท้าย ในวันนั้นเวทีเป็นของเธอผู้เดียว ประสบการณ์และความตั้งใจตลอดชีวิตนักเต้นบัลเลต์อายุ 47 ปี ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นท่าทางที่สวยงามที่สุด

“ฉันทำมันมามากพอแล้วแหละ” เธอจากลาสิ่งที่รักด้วยการทำสิ่งที่รักด้วยหัวใจ

ภาพ Henry Leutwyler via Vulture

เราทุกคนเต้นรำอยู่บนเส้นทางของชีวิต เราต่อสู้และดิ้นรนในสิ่งที่ต้องการ เพื่อความอยู่รอด เพื่อเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหาย เพื่อสร้างความหมายและคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ถ้าเราเป็น 1 ใน 17 คนที่ยืนอยู่หลังเส้นสีขาวที่เรียกว่า A Chorus Line ไม่มีใครรู้หรอกว่าสุดท้ายแล้วผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร

เมื่อเราเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ และชีวิตนั้นเต็มไปด้วยคำถามและการเสาะแสวงหาคำตอบซึ่งไม่มีวันจบสิ้น ท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครสนใจหรอกว่าเราจะตอบคำถามเหล่านั้นได้หรือไม่ เพราะที่สำคัญกว่าสิ่งใดคือการที่เราสามารถตอบกับตัวเองได้ชัดเจนว่า จะทำอย่างไรกับชีวิตหากไม่สามารถทำสิ่งที่รักต่อไปได้อีก ด้วยมุมมองและความคิดที่เข้าใจความไม่แน่นอนในชีวิต

 

อ้างอิง