ภาพถ่ายเซ็ทนี้คือภาพถ่ายความฝันของฉันเมื่อ 8 ปีก่อน ซึ่งฉันถ่ายมันด้วยกล้องฟิล์มที่เตี่ยซื้อให้…

แปดปีที่แล้ว หลังจากนั่งดูสารคดีมรดกโลกของประเทศจีน ภาพหมู่โบราณเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา และภาพสระน้ำพระจันทร์เสี้ยวที่รายล้อมด้วยตึกเก่ารูปทรงสูงแปลกตา เป็นภาพที่ติดตาฉันมาตลอด

ฉันสัญญากับตัวเองว่า ต้องไปชื่นชมหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยตาตัวเองให้ได้สักครั้งในชีวิต

และแล้ววันนั้นก็มาถึง ฉันตัดสินใจใช้กูเกิลแมพค้นหาเส้นทางไปที่หมู่บ้านแห่งนั้น จากนั้นก็โดยสารเครื่องบินจากกรุงเทพไป อู่ฮั่น (武汉) เมืองใหญ่ที่มีแม่น้ำแยงซีเกียงไหลผ่าน ต่อด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูงไป หวงซาน (黄山) และกระโดดขึ้นรถบัสต่อไปยัง ‘หมู่บ้านหงชุน’ (宏村) เมืองมรดกโลก

การเดินทางครั้งนี้ ฉันพกกล้องฟิล์มที่เตี่ยเคยซื้อให้ตอนสมัยเริ่มทำงานเป็นช่างภาพประจำนิตยสาร ติดตัวไปด้วย กล้องตัวนี้มีค่าและราคาแพงมากสำหรับลูกชาวสวนที่อยากเป็นช่างภาพอย่างฉัน ก่อนหน้านี้ฉันใช้มันอย่างสมบุกสมบัน จนเรียกได้ว่าเกินคุ้ม จนกระทั่งเปลี่ยนเข้ายุคกล้องดิจิตอล กล้องฟิล์มจึงถูกเก็บซุกซ่อนอยู่ในตู้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนเมื่อหนึ่งเดือนก่อนออกเดินทาง จู่ๆ ฉันเกิดคิดถึงเตี่ย จึงหยิบมันมาปัดฝุ่น แล้วเอามาลองถ่ายดูใหม่ ก่อนพบว่ามันยังมีชีวิตอยู่ และเสียงชัตเตอร์ยังสดใสกังวาน ฉันจึงพกกล้องตัวนี้กับฟิล์มอีกสิบม้วนไปบันทึกภาพที่หมู่บ้านหงชุนด้วย

หงชุน (宏村) ช่วงฤดูหนาวเดือนมกราคม ไม่มีหิมะขาวโพลนให้ชมเหมือนอย่างที่ฉันจินตนาการ แต่ระหว่างที่ฉันเล่นเพลินๆ ตามตรอกแคบที่วกวนในหมู่บ้านโบราณแห่งนี้ ก็สัมผัสได้ถึงความหนาวยะเยือกระดับ 1 องศาที่พัดมากระทบผิวกาย

สีสันและชีวิตในหงชุนสำหรับฉันมีหลายอารมณ์ บางวันก็ฟ้าหม่นชวนเหงา บางวันฝนตก บางวันมีแดด ฉันไม่รู้ว่าสภาพอากาศมีผลกับมนุษย์เราแค่ไหน แต่มันมีผลกับฉันแน่นอน เพราะวันที่ฝนตก ฉันพบว่าตัวเองมีความสุขกับการนั่งจิบชาอุ่นๆ แล้วมองดูสายฝนหล่นกระทบหลังคากระเบื้องโบราณอายุ 888 ปี ส่วนวันที่มีแดด ฉันก็สนุกกับการออกมาเดินเล่นชมเมือง ดูบ้านโบราณทรงสูงมีประตูทางเข้าสลับซับซ้อน และสังเกตวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้าน

ตลอดเวลาไม่ว่าฉันจะไปที่ไหน ฉันจะพกกล้องฟิล์มที่เตี่ยซื้อให้ไปด้วยเสมอ การถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มช่างแตกต่างจากตอนใช้กล้องดิจิทัลที่กดถ่ายรัวๆ ได้อย่างไม่จำกัด ถือเป็นการกดชัตเตอร์อย่างประหยัด และอนุญาตให้สายตาได้มองสิ่งต่างๆ มากกว่าที่เคย

กล้องฟิล์มในมือสะกิดฉันให้หวนคิดถึงชีวิตตัวเองในช่วงที่ทำงานเป็นช่างภาพนิตยสาร และนึกถึงหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty ที่สะท้อนช่วงเปลี่ยนผ่านของสื่อยุคกระดาษและกล้องฟิล์มสู่ยุคดิจิทัล

ส่วนการเดินทางมาหมู่บ้านหงชุน ชวนให้ฉันนึกถึงพระเอกในหนัง เขากับฉันมีชีวิตคล้ายๆ กัน แต่ไม่เหมือนกัน เขาและฉันโดนผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านของสื่อกระดาษ เพียงแต่ฉันเป็นช่างภาพ ส่วนเขาทำงานเป็นบรรณาธิการภาพ เราทั้งคู่ต่างออกเดินทาง เขาเดินทางออกตามหารูปเฟรมที่ 25 ของฟิล์มม้วนสุดท้ายที่หายไป เพื่อนำมาลงปกนิตยสาร LIFE เล่มสุดท้ายที่เขาทำงาน แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้จากตามหาไม่ใช่รูปเฟรมที่ 25 แต่เป็นการย้อนกลับมาดูใจและให้คุณค่ากับตัวเอง

ฉับชอบประโยคของ ฌอน โอคอนเนอร์ ช่างภาพที่ว่า “ภาพบางภาพ ผมก็ไม่ถ่ายมัน อยากแค่นั่งมองเฉยๆ เพียงเพื่อยืนยันและรับรู้ความรู้สึกว่า ครั้งหนึ่งเราได้เคยมาอยู่ในสถานที่นั้น ตรงนั้น ในเวลานั้น มากกว่า”

ฉันบรรจงใส่ฟิล์มสี Kodak 200 ในกล้อง และเดินทางออกตามหารูปเฟรมที่ 25 ของฟิล์มม้วนสุดท้ายที่หายไป…