©ulture

ในปี 2013 อาร์น สเวนสัน (Arne Svenson) ช่างภาพสชาวอเมริกันตระเวนถ่ายภาพผู้คนในอิริยาบถต่างๆ จากหน้าต่างอพาร์ตเมนต์ของพวกเขา

และจัดนิทรรศการ The Neighbors ขึ้นที่ จูลี ซัล แกเลอรี ในมหานครนิวยอร์ค หลังจากนั้นไม่นาน ผู้คนในภาพถ่ายที่เห็นภาพของตัวเองโชว์หราอยู่ในนิทรรศการอันโด่งดังก็เลือกที่จะฟ้องร้องสเวนสัน โทษฐานละเมิดความเป็นส่วนตัวของพวกเขา

ไม่แปลกที่พวกเขาจะไม่พอใจ เพราะอยู่ดีๆ ก็มีใครไม่รู้เฝ้าดูเราทางหน้าต่าง แถมยังถ่ายภาพไปจัดนิทรรศการอีก ดูยังไงคนในรูปก็เป็นฝ่ายเสียหาย แต่…คำตัดสินของศาลกลับตรงกันข้าม เพราะสเวนสันเป็นผู้ชนะคดี ส่วนคนในภาพกลับพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเจ็บใจ

The Neighbors โดย อาร์น สเวนสัน

เกิดอะไรขึ้นกับคดีนี้ เราขอชวนมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน ด้วยการไปสำรวจเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างคำว่า ‘ศิลปะ’ และ ‘ความเป็นส่วนตัว’ ในภาพถ่ายสตรีท

ภาพถ่ายสตรีท คือภาพที่บันทึกตามท้องถนนเพื่อบอกเล่าเรื่องราวโมเมนต์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ สิ่งที่ทำให้ภาพเหล่านี้มีเสน่ห์คือทำให้เราเห็นโมเมนต์ของผู้คน แม้จะไม่ใช่ภาพที่เพอร์เฟ็คต์ด้วยการจัดวาง แต่ความสมบูรณ์แบบของมันอยู่ที่ความจริงข้างในภาพและเรื่องราวข้างใน ซึ่งถือเป็นเครื่องมือบันทึกประวัติศาสตร์ชั้นเยี่ยม

และเมื่อไหร่ที่ภาพนั้นถูกจัดฉากขึ้น อาจจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ นั่นจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในวงการช่างภาพ เพราะคล้ายกับเป็นการดูถูกจิตวิญญาณของภาพสตรีทอย่างรุนแรงก็ไม่ปาน

ยิ่งไปกว่าเรื่องนั้น อีกประเด็นที่คนมักยกขึ้นมาถกเถียงกันคือ ‘ความเป็นส่วนตัว’ เมื่อกล้องจะจับภาพใครก็ได้ แล้วเผยแพร่อย่างไรก็ได้ นั่นหมายความว่าภาพตอนที่ชายคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้ทำหน้าเหยเกอยู่บนม้านั่งริมทาง อาจกลายเป็นภาพที่ถูกโพสต์ลงอินสตาแกรมของใครสักคน ไปอยู่ในแกลเลอรี เป็นภาพถ่ายช็อตที่ได้อารมณ์ องค์ประกอบครบ แต่อาจไม่ถูกใจเจ้าตัวสักเท่าไหร่

กรณีนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลไหม? แล้วชายคนนั้นจะฟ้องช่างภาพได้หรือเปล่า?  

คำตอบคือ ฟ้องร้องได้ แต่อาจจะแพ้คดี หรือต้องดูอีกทีว่าภาพนั้นถูกนำไปใช้อย่างไร

Sun Worshippers, Prime Tower, Zurich, Switzerland, 2019 (Photo : Sun Worshippers)

เส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง ‘ศิลปะ’ และ ‘ความเป็นส่วนตัว’ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รูปชายคนนี้จะไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลถ้าเรื่องเกิดขึ้นใน พื้นที่สาธารณะ

ช่างภาพสามารถถ่ายภาพบุคคลในพื้นที่สาธารณะและเผยแพร่ได้อย่างเสรี เพราะถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออก ที่บัญญัติไว้ใน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights ICCPR) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในร่างกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ร่วมกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights หรือ UDHR) ในข้อที่ 19 มีใจความระบุว่า

(1) บุคคลมีสิทธิในการแสดงความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และ (2) บุคคลมีเสรีภาพในการแสดงออก มีเสรีภาพในการแสวงหา รับ และส่งต่อข้อมูลและแนวคิดทุกประเภทได้อย่างไร้พรมแดน ไม่ว่าจะโดยปากเปล่า ลายลักษณ์อักษร สิ่งพิมพ์ งานศิลปะหรือสื่ออื่นๆ ที่เขาเลือก

Getting ready for arrival, 2013 (Photo : Roberto Borello)

ภาพถ่ายถือเป็นการแสดงออกทางศิลปะ ที่นอกจากจะมีเสรีภาพในการกดชัตเตอร์แล้ว ยังมีคุณค่าในฐานะที่เป็นงานศิลปะอีกด้วย ถ้ามองเรื่องความเป็นส่วนตัวในมุมของคนถูกถ่ายภาพ ก็จะพบว่าความเป็นส่วนตัวนั้นไม่ได้มีอยู่แล้วตั้งแต่แรกในพื้นที่สาธารณะ 

แน่นอนว่าการที่สเวนสันถ่ายภาพหน้าต่างอพาร์ตเมนต์นั้น ถือว่ายังอยู่ในขอบเขตของ ‘พื้นที่สาธารณะ’  เพราะผู้คนในรูปต่างเปิดผ้าม่าน ซึ่งทำให้มองเห็นได้จากข้างนอกอยู่แล้ว ดังนั้นอะไรที่มองเห็นได้จากด้านนอกก็ถือว่าเป็นสาธารณะได้เหมือนกัน 

Bild, 2014 (Photo : Martin Gommel)

อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าช่างภาพจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ เพราะแม้มีสิทธิที่จะถ่ายภาพ แต่สิทธินั้นก็ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิของคนอื่นในสังคมเช่นกัน ช่างภาพคงไม่สามารถตามไปถ่ายคนถึงในห้องน้ำได้ แม้จะเป็นห้องน้ำสาธารณะก็ตาม

อาจฟังดูเหลือเชื่อและชวนโมโห เมื่อก่อนหน้านี้ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ มีผู้หญิงถูกแอบถ่ายใต้กระโปรงในที่สาธารณะ แต่กลับไม่มีกฎหมายคุ้มครองความเป็นธรรมของเหยื่อในพื้นที่สาธารณะ จนจำต้องให้จอมแอบถ่ายชนะคดีไป จากคดีนี้ ทำให้ 2 ปีต่อมามีการแก้ไขกฎหมายให้เป็นธรรมขึ้น

สรุปได้ว่าช่างภาพสามารถถ่ายภาพได้อย่างอิสระ เว้นเสียแต่การกระทำนั้นจะไปละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ขัดต่อนโยบายด้านความปลอดภัย ขัดต่อกฎหมายของประเทศนั้นๆ หรือเป็นการทำลายความมั่นคงของชาติ  ซึ่งในข้อหลังสุด แต่ละประเทศก็มีมุมมองของ ‘ความมั่นคงของชาติ’ ไม่เหมือนกัน คงไม่ยุติธรรมเท่าไหร่นัก หากรัฐบาลใช้คำว่า ‘ความมั่นคงของชาติ’ มาเป็นข้ออ้างในการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน 

(Photo : Roberto Borello)

อย่างไรก็ตาม ช่างภาพที่ถ่ายภาพสตรีทอาจมีความผิดได้ หากภาพนั้นถูกใช้ เชิงพาณิชย์ 

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์อีกหลายครั้ง เพราะข้อนี้ทำให้ศิลปินเสียเปรียบในด้านรายได้ ภาพถ่ายควรจะขายได้และเขาควรได้ผลตอบแทนเพื่อหล่อเลี้ยงให้ถ่ายภาพต่อไป ท้ายที่สุดภาพสตรีทก็สามารถจำหน่ายบนออนไลน์ ในแกเลอรีได้อย่างเสรี เช่นเดียวกับกรณีของสเวนสัน ที่แม้จะจัดงานแสดงภาพถ่ายในแกลอรีและมีค่าเข้าชม แต่ก็ไม่ถือว่าละเมิดขอบเขตของการซื้อขายงานศิลปะ เป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาชนะคดี (ถ้าสเวนสันเอาภาพมาสกรีนเสื้อขายล่ะก็อีกเรื่อง) 

Street Photography China, 2015 (Photo : liu tao)

อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายบางภาพอาจไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เชิงพาณิชย์ ซึ่งต้องพิจารณาไปตามแต่ละกรณี และตามแต่รัฐธรรมนูญของแต่ละรัฐนั้นๆ ด้วยเช่นกัน

เส้นแบ่งของ ‘ศิลปะ’ และ ‘ความเป็นส่วนตัว’ ยังคงเป็นที่ถกเถียงอยู่เสมอ เพราะกฎหมายบางกฎนั้นจำเป็นต้องพัฒนาไปตามยุคสมัย ช่างภาพจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนกดชัตเตอร์ เพราะนั่นหมายความว่าเรากำลังอยู่ในฐานะของสื่ออยู่กลายๆ นี่คงเป็นทางที่ดีที่สุดเพื่อให้ภาพถ่ายสตรีทยังคงทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวแห่งยุคสมัยต่อไป แบบไม่ละเมิดสิทธิของใครที่อยู่ในภาพ

 

อ้างอิง