pe©ple

ยังจำ ‘เด็กเส้นฝึกงาน’ คนนี้ได้ไหม

คนที่สั่งก๋วยเตี๋ยวเรือทองสมิทธิ์มาเสิร์ฟพี่ๆ ในที่ทำงาน คนที่บินไปพักร้อนที่ฮาวายกับครอบครัว (เพราะคุณลุงผู้เป็นเจ้าของบริษัทที่เจ้าตัวไปฝึกงานก็ไปด้วยกัน) แบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ และเป็นคนเดียวกับที่ทำให้วลี ‘กล้าหาญที่สุด’ มีความหมายไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ถึงตอนนี้คงไม่ต้องแนะนำให้เสียเวลาว่าเด็กเส้นฝึกงานคนนั้น ก็คือ Nicole Nam คอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่แม้จะถอดหัวโขนเด็กเส้นฝึกงานออกแล้ว ก็ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยอินเนอร์ของความเป็นสาวเปรี้ยวลุคมั่น เจ้าของไลฟ์สไตล์เหนือระดับ ที่เดินหน้าสร้างสรรค์คอนเทนต์แนวไลฟ์สไตล์ในเวอร์ชั่นที่เป็นตัวเองแบบ 100% 

“ถ้าทุกคนติดตามคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ของนิโคลก็จะเห็น element ของเด็กเส้นฝึกงานในแทบทุกคลิป เพราะนั่นคือตัวตนของนิโคลจริงๆ นิโคลเลยคิดว่าทุกคนอาจจะไม่ต้องคิดถึงเด็กเส้นฝึกงานมากมายขนาดนั้น เพราะเขายังปรากฏตัวให้เห็นอยู่เรื่อยๆ” เธอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคอนเทนต์ของนิโคลเต็มไปด้วยความ ‘ลักชู’ (Luxury) ที่สร้างความรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจให้กับใครก็ตามที่เลื่อนฟีดส์ไปเห็นทุกการขยับตัวลุกขึ้นมาแต่งหน้า ทำผม และใช้ชีวิตในจังหวะที่เธอคุ้นเคยมาแต่ไหนแต่ไร แต่ไม่เคยธรรมดาเลยสักครั้งในสายตาคนนอกที่พร้อมจะกด ‘หัวใจ’ ให้กับไลฟ์สไตล์เริ่ดๆ ของนิโคล ซึ่งบ่อยครั้งมาพร้อมแค็ปชั่นที่ขยี้ความรู้สึกสุดๆ

แต่รู้ไหมว่าเบื้องหลังความเฟียร์ซเกินร้อยของนิโคล นอกจากจะเป็นผลผลิตของความมีวินัยในการดูแลตัวเองแบบไม่มีข้อแม้ ยังมาจากพื้นฐานความรักความอบอุ่นในครอบครัวที่อบรมบ่มแนวคิดให้ลูกสาวคนเดียวของบ้านมีภูมิคุ้มกันชีวิตที่แข็งแรง จนสามารถเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดในทุกบทบาทของชีวิต

becommon ชวนทำความรู้จักนิโคลให้มากกว่าที่เคย ผ่านบทสนทนาที่จะทำให้คุณอยากกลับไปนั่งคุยกับคุณพ่อคุณแม่และคนในครอบครัวให้นานกว่าเดิม 

Nicole Nam

ปกติแล้วตารางชีวิตของนิโคลเป็นแบบไหน

“นิโคลค่อนข้างจะ strict เรื่อง routine ในการดูแลตัวเองเชิง wellness ส่วน schedule เรื่องงานไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่างานในแต่ละอาทิตย์จะมีอะไรบ้าง ต้องแล้วแต่ลูกค้าหรือตารางงานอีเวนต์ เลยค่อนข้างยืดหยุ่น แต่วันไหนที่ต้องถ่ายงาน นิโคลจะตื่นเร็วขึ้นเพื่อทำกิจกรรมในการดูแลตัวเองให้ครบ เพราะเป็นกิจวัตรที่ต้องทำทุกวันแบบ non-negotiable นั่นก็คือ เมื่อตื่นปุ๊บ นิโคลจะนอนฉายแสง Red Light Therapy (การบำบัดด้วยแสงสีแดง) 20-30 นาที จากนั้นลุกจากเตียงแล้วยืนบน Power Plate 10 นาที ระหว่างนั้นก็ใช้ Dry Body Brush ขัดผิวเพื่อนวดระบายน้ำเหลือง แล้วเดินบน Walking Pad ต่ออีก 1 ชั่วโมง

ไม่มีวันไหนขี้เกียจหรือผัดผ่อนเลย ?

“ถ้าเป็นเรื่องของการดูแลตัวเอง นิโคลจะไม่ขี้เกียจเลย เพราะนี่เป็นส่วนหนึ่งของตัวเราไปแล้ว” 

ทำกิจวัตรดูแลตัวเองหลังตื่นนอนต่อเนื่องมานานแค่ไหนแล้ว 

“เป็นปีแล้วค่ะ เลยชิน ปกติเป็นคนออกกำลังกายตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่เคยเว้นห่างเรื่องการเข้ายิมหรือทานคลีน แต่รูปแบบการออกกำลังกายก็จะเปลี่ยนไป อย่างตอนนี้นิโคลเน้น Low Impacts เช่น พีลาทีส จากที่เมื่อก่อนนิโคลชอบออกกำลังกายแนว HIIT แต่ทำไปทำมารู้สึกว่ามันไม่เข้ากับร่างกายเรา เพราะทำให้หิวมาก และได้รูปร่างเป็นอีกแบบ เลยเปลี่ยนเป็น Low Impact ที่ยังมีการพัฒนากล้ามเนื้อเหมือนเดิม”

Nicole Nam

อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจเรื่องสุขภาพ

“นิโคลสนใจเรื่องสุขภาพมาแต่ไหนแต่ไร เป็นคนรักสวยรักงามแต่เด็ก เพราะเห็นคุณแม่ดูแลตัวเองมาตลอด นิโคลเลยเติบโตมากับสิ่งนี้ เราเลยอยากจะเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด”

คุณแม่ดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง

“ส่วนใหญ่คุณแม่จะเน้นไปที่การเดินค่ะ ตื่นเช้ามาคุณแม่จะออกไปเดินรับแสงแดด ในขณะที่นิโคลมี device อย่าง UV Lamp (เครื่องจำลองแสงแดด) เป็นตัวช่วย เพราะบางทีเราไม่ได้อยากตื่นเช้าแล้วออกไปรับแดดตรงระเบียง แต่เราต้องการให้สายตาของเราได้รับประโยชน์จากแสงแดด เลยใช้เครื่องนี้แทน โดยจะช่วยในการปรับ Circadian Rhythm หรือนาฬิกาชีวภาพในตัวเอง ทำให้เรารู้สึกอยากตื่นเองตามธรรมชาติ 

Nicole Nam

“ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ของนิโคลให้ความสำคัญกับการเดินมาก โดยทั้งคู่จะเดินออกกำลังกายหลังมื้อเย็นเสมอ นิโคลเห็นคุณพ่อคุณแม่ทำแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เลยรู้สึกว่าทั้งคู่อินเทรนด์เรื่องสุขภาพมากๆ อย่าง Ankle Weights (อุปกรณ์ถ่วงน้ำหนักที่สวมที่ข้อเท้า ใช้เพิ่มแรงต้านขณะออกกำลังกาย ช่วยให้กล้ามเนื้อขาและสะโพกแข็งแรงขึ้น) นิโคลก็เห็นคุณแม่ใช้มาตั้งนานแล้วก่อนที่จะมีดีไซน์น่ารัก ๆ อย่างทุกวันนี้ หรือแม้แต่พี่ชายของนิโคลเองก็ชอบฟิตเนส แต่เขาไม่อินกับการออกจากบ้านก็เลยสร้างห้องยิมไว้ที่บ้าน นิโคลกับคุณแม่ก็เลยได้ใช้ด้วย 

“อีกเรื่องที่นิโคลให้ความสำคัญ คือ โภชนาการ เพราะนิโคลคิดว่าวิธีการดูแลตัวเองที่สุดมาจากสิ่งที่เราบริโภค เลยเลือกเรียนปริญญาตรีด้านโภชนาการ และปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา เรียนเกี่ยวกับ Performance ของร่างกายไปจนถึงศาสตร์ของการซ่อมแซมกล้ามเนื้อ 

“เหตุผลที่นิโคลสนใจเรื่องของ Longevity ขนาดนี้ เพราะรู้สึกแฮปปี้กับชีวิตมากๆ เลยอยากใช้ชีวิตในร่างกายนี้ให้ได้นานที่สุด”

Nicole Nam

แล้วนิโคลมีวิธีดูแลจิตใจอย่างไร

“นั่งสมาธิค่ะ เพราะครอบครัวให้ความสำคัญกับการนั่งสมาธิ ฟังธรรมะ และปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว แต่สำหรับตัวนิโคลเองไม่ได้นั่งในแบบพุทธ จะเป็นในแนวทาง Visualization หรือ Manifestation ซึ่งส่งผลดีต่อวิธีการที่เรามองตัวเอง ถ้าเราพูดกับตัวเองแต่สิ่งดีๆ ว่าเราดี เราเก่ง เราสามารถทำสิ่งนี้ได้ ความคิดนี้จะ reinforce ให้เราทำในสิ่งที่ดีและพัฒนาตัวเองได้เรื่อยๆ แต่ถ้าเราไปติดกับดักกับการเอาแต่ตำหนิตัวเองว่าเราโง่ ไม่เก่ง ไม่ดีพอ จะทำให้เราจมอยู่ใน Identity นั้น” 

เวลาเจอเรื่องเครียดๆ แก้ปัญหาอย่างไร

“ล่าสุดที่เครียดมากๆ คือเมื่อปีที่แล้ว ตอนเกิดวิกฤติในตลาดหุ้น นิโคลก็ใช้วิธีนั่งสมาธิด้วย และขอคำปรึกษาจากคุณพ่อคุณแม่ด้วย แต่ก็หลังจากที่นิโคลหาทางแก้ด้วยตัวเองให้ถึงที่สุดเสียก่อน เพราะเราไม่อยากไปเพิ่มปัญหาให้เขา ต่างคนต่างมีปัญหาของตัวเอง แม้จะอยู่ในครอบครัวเดียวกัน แต่เราไม่มีทางรู้หรอกว่าในแต่ละวันทุกคนต้องเครียดกับเรื่องอะไรบ้าง นิโคลเลยไม่อยากไประบายหรือเพิ่มปัญหาให้เขา สู้เราแก้ปัญหาเองให้ผ่านพ้นไปได้ แล้วค่อยไปคุยกับเขาดีกว่า อย่างน้อยเขาจะได้ไม่เป็นห่วง

“นิโคลคิดว่าทุกปัญหามีทางแก้ไข สิ่งสำคัญ คือ อย่า approach จาก aspect ที่ emotional มากๆ ต้องให้เวลาและหาทางออกโดยการใช้ strategy กับ logic นิโคลไม่เคยคิดว่าการใช้อารมณ์เป็นการแก้ปัญหาที่ดี”

Nicole Nam

สังเกตว่านิโคลมักจะแคร์ความรู้สึกของคนรอบข้างเสมอ อะไรทำให้เป็นคนที่แคร์คนอื่นมากขนาดนี้

“นิโคลเป็นคนที่แคร์ความรู้สึกของคนอื่น โดยเฉพาะคนสนิทที่อยู่ใน Inner Circle ของเรา ไม่ว่าจะเป็นทีมที่ทำงานกับนิโคล ผู้จัดการส่วนตัว ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม เมื่อพวกเขาเข้ามาอยู่ Inner Circle ของเราแล้ว แทบจะไม่มีอะไรทำให้นิโคลดีดเขาออกไปได้เลย ส่วนเรื่องความเป็นส่วนตัว ซึ่งครอบครัวของนิโคลแคร์เรื่องนี้มาก นิโคลก็จะไม่ล้ำเส้น เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าการอยู่ในพื้นที่สาธารณะเป็นสิ่งที่ครอบครัวเราควรระวัง ไม่ได้กลัวเรื่องการอยู่ในสปอตไลท์หรือ Public Eye แต่เขาจะสอนให้เราเห็นทั้งสองด้านว่ามีคนรักก็มีคนเกลียด มีคนให้ความสนใจเรา แต่ความสนใจนั้นก็อาจนำอันตรายมาสู่เราได้ จึงสอนให้ระมัดระวังตัวมากๆ” 

อะไรบ้างที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

“คุณพ่อจะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่โดยภาพรวมคุณพ่อไว้ใจและเคารพการตัดสินใจต่างๆ ในชีวิตประจำวันของนิโคล ด้วยความที่เราเคยใช้ชีวิตด้วยตัวเองที่อเมริกามาก่อน กว่าจะเติบโตมาได้ขนาดนี้ก็ผ่าน Life Crisis มาบ้าง คุณพ่อเลยไว้ใจในการตัดสินใจของเรา”

Nicole Nam

เป้าหมายของนิโคลในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์ คืออะไร

“วันที่นิโคลไม่สนุกกับงานนี้แล้ว นิโคลก็คงหยุด แต่ตอนนี้ยังสนุกและมีความสุขที่ได้มีผลงานออกมา ได้พบปะผู้คนที่น่าสนใจ เป็นการทำงานที่ไม่ได้รู้สึกว่านี่คืองาน แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ยั่งยืนตลอดกาล นิโคลบอกตัวเองเสมอว่าอย่าไปยึดติดกับ Persona ของเราที่ Public Eye เขาเห็น ทุกอย่างที่เราทำต้องตอบสนอง Inner Growth ของเราว่าทำให้เราเติบโตไปในทิศทางไหน การได้มาทำงานตรงนี้ฝึกให้นิโคลเป็นคนที่ครีเอทีฟมากขึ้น มองเห็นโอกาสในแต่ละกิจกรรมของชีวิตว่าสิ่งนี้ก็สามารถเป็นคอนเทนต์ได้ สิ่งนี้คนน่าจะชอบดู มันทำให้เรา Grateful for it ในสิ่งเล็กๆ ของชีวิต เมื่อเราลองมองชีวิตตัวเองจากมุมมองของ audience ไม่ใช่มุมมองของตัวเองที่ชินกับชีวิตในรูปแบบนี้ไปแล้ว แต่สำหรับคนอื่นเขาอยากเห็นไลฟ์สไตล์ของเราเป็นแบบไหน การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ Gives me more gratitude every single day.” 

Nicole Nam

ความครีเอทีฟมีอยู่แล้วในตัวเองหรือสามารถฝึกฝน สร้างขึ้นมาใหม่ได้

“นิโคลคิดว่าฝึกได้ นิโคลอาจจะพอมีความครีเอทีฟในตัวอยู่บ้าง แต่ I’m not an artistic person นิโคลไม่สามารถเขียนรูป วาดรูป เพนต์รูป หรือปั้นได้ แต่สามารถมองภาพใหญ่ออกว่าคนที่เสพงานเราน่าจะชอบสิ่งนี้ อย่างซีรีส์เด็กเส้นฝึกงาน นิโคลก็เริ่มและจบงานด้วยตัวเอง 100% เพิ่งจะมีทีมมาช่วยทำคอนเทนต์เมื่อกลางปี 2568 นี้เอง” 

ทำไมกำหนดให้เด็กเส้นฝึกงานจบแค่นั้น

“นิโคลไม่อยากยื้อคาแร็กเตอร์นี้จนคนเบื่อ อยากทำให้มันพี้กที่สุด ณ ตอนนั้น แล้วก็จบ อีกอย่างคือ คาแร็กเตอร์เด็กเส้นฝึกงานไม่ได้ห่างจากชีวิตจริงของนิโคลเลย การไม่ได้ทำคอนเทนต์ต่อภายใต้ label ของเด็กเส้นฝึกงาน ไม่ได้แปลว่านิโคลไม่ได้มี aspect ของคาแร็กเตอร์นั้นในคลิปอื่นๆ ถ้าทุกคนติดตามคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ของนิโคลก็จะเห็น element ของเด็กเส้นฝึกงานในแทบทุกคลิป เพราะนั่นคือตัวตนของนิโคลจริงๆ นิโคลเลยคิดว่าทุกคนอาจจะไม่ต้องคิดถึงเด็กเส้นฝึกงานมากมายขนาดนั้น เพราะเขายังปรากฏตัวให้เห็นอยู่เรื่อยๆ”

กดดันไหมกับการต้องเอาชีวิตประจำวันมาถ่ายทอดเป็นงาน

“มันไม่ใช่ความเครียด แค่เราหยุดคิดไม่ได้ พอเราเอาตัวตนของเรามาสร้างสรรค์เป็นงาน หรือสร้างรายได้ มันกลายเป็นเส้นบาง ๆ ระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว เลยทำให้เรายิ่งให้ค่ากับเรื่องความส่วนตัว เพราะว่าเราแชร์เกือบทุกอย่างไปหมดแล้ว ฉะนั้นมันต้องมีบางอย่างในชีวิตที่เราเก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัวบ้าง เช่น โมเมนต์กับครอบครัว ซึ่งเจอกันบ่อยอยู่แล้ว เวลาอยู่ด้วยกันพี่ชายกับคุณพ่อก็จะคุยกันเรื่องธุรกิจครอบครัว เราก็นั่งฟังบ้าง หรือชวนคุยเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันต่าง ๆ

Nicole Nam

“นิโคลคิดว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นแหล่งข้อมูลที่ดีมากๆ เขาเห็นอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตมาก่อน ในขณะที่นิโคลกับพี่ชายอาจจะเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก การรู้จักเขาเหมือนกับเราได้เห็นแพทเทิร์นในสิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้ว แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตจะเกิดขึ้นอีก แต่สิ่งที่สำคัญในการปกป้องตัวเองก็คือ Pattern Recogniton เหมือนกับถ้าเราเห็นว่าคนนี้มีแพทเทิร์นในการทำแบบนี้ เราก็พอจะรับรู้ได้ว่าสิ่งที่เราสามารถคาดหวังจากบุคคลนี้จะเป็นแบบไหน 

“เพราะฉะนั้น ด้วยสถานการณ์โลก ณ ปัจจุบัน ที่ราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้น ทุกอย่างดูไม่แน่ไม่นอน ถ้าถามคนที่เคยผ่านวิกฤติมาก่อน เช่น ต้มยำกุ้ง เราก็จะได้รับฟังว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง เราควรจะเตรียมตัวอย่าง ควรจะระวังเรื่องอะไร นิโคลเลย appreciate moment ที่ได้นั่งคุยกับคุณพ่อคุณแม่ แม้จะไม่ได้คุยกันเรื่องซีเรียส แค่คุยเฮฮาทั่วไปก็มีความสุขแล้ว ผู้ใหญ่ชอบเล่าเรื่องเก่า เห็นเขามีความสุขในการแบ่งปันความทรงจำหรือความรู้ เราก็นั่งฟังเพลง บางทีก็เป็นเรื่องซ้ำๆ ที่เล่าไปแล้ว แต่ก็ให้เขาได้เล่าเถอะ (ยิ้ม)”

Nicole Nam

ตอนนี้สัดส่วนคอนเทนต์ในช่องของนิโคลเป็นแบบไหน

“ทุกคอนเทนต์ของนิโคลมีจุดประสงค์ที่จะให้ value กับคนดูทั้งในด้าน entertainment และ education เลยพยายามบาลานซ์ทั้งสองด้านให้ได้มากที่สุด อย่าง Glow Up Pep Talk เป็นคอนเทนต์แนวที่นิโคลทำมาก่อนจะทำเด็กเส้นฝึกงานเสียอีก เนื้อหาจะเกี่ยวกับ Women Empowerment, Self Empowerment ไปจนถึง Dating Advice เลยทำให้เรามี community ของผู้หญิงที่ติดตามนิโคลมานานแล้ว และนิโคลก็รักทุกคนในแบบที่เราหวังดีกับเขา อยากจะให้เขาได้รับ messaging ดีๆ เพราะส่วนใหญ่เนื้อหาในโซเชียลมีเดียหรือสื่อต่างๆ ที่ผู้หญิงได้รับมักจะเป็นเรื่องของความไม่พอใจต่อตัวเอง การเปรียบเทียบตัวเองกับผู้หญิงคนอื่น ทำให้ขาดความมั่นใจ และขาด Self Love นิโคลเลยอยากเป็น Positive Messaging ให้กับผู้หญิง 

Nicole Nam

“ส่วนคอนเทนต์เกี่ยวกับการเงินการลงทุน นิโคลเคยแชร์เรื่องนี้แค่ครั้งเดียว เพราะ desire ในการลงทุนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่นิโคลเลือกที่จะทำคลิปนั้นออกมา เพราะสถานการณ์ในตอนนี้ค่อนข้างจะ Volatile และด้วยความ Volatility ของตลาดหุ้นที่ทำให้นิโคลเสียหายไปเยอะ แม้เราจะเคยได้มาเยอะก็ตาม ทำให้เราตระหนักได้ว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน อะไรที่เราคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้น เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าวิกฤติใหญ่ของโลกจะเกิดขึ้นวันไหน ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้อาจมีคนที่คิดฉวยโอกาสคนอื่น เช่น ชวนลงทุนเพื่อจะได้รับผลกำไรงาม จำไว้เลยว่าอะไรที่สัญญากับเราว่าเป็น Easy Money นั่นคือ number one red flag ไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ๆ โดยไม่ได้ใช้ความอดทนรอคอยหรือเวลาในการเติบโต ถ้าเขามาบอกว่ามันง่าย มันเร็ว แปลว่าเขากำลังเอาเปรียบคุณอยู่ นิโคลเลยทำคลิปเพื่อบอกทุกคนว่าเงินที่จะนำมาลงทุนควรมาจาก Perception ว่าเงินก้อนนี้ควรเป็นเงินที่เราจะมีหรือไม่มีก็ได้ ไม่ใช่เงินที่เดือนหน้าต้องเอามาใช้ผ่อนบ้านผ่อนรถ

Nicole Nam

“เรื่องเหล่านี้ พ่อแม่กับพี่ชายเป็นคนสอนนิโคลมาตลอด เราเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างจะ conservative ในหลายๆ มุม ดังนั้น เรื่องการเงินหรือการลงทุนเราก็ conservative เช่นกัน เช่น ไม่ได้หวังว่าเงินของเราจะต้องบวก 30% ในแต่ละปี เราแค่หวังว่าเงินของเราจะไม่หายไปไหน มีอัตราการเติบโตเทียบเท่าหรือมากกว่าเงินเฟ้อทุกๆ ปี และได้ปันผลที่ consistent ก็พอแล้ว” 

ทราบมาว่านิโคลชอบอ่านหนังสือ อ่านแนวไหนบ้าง

“นิโคลอ่านหนังสือหลากหลายแนวมาก Self-help ก็อ่าน Fiction ก็ชอบ Audio Book อย่าง Harry Potter ก็ชอบฟังตอนก่อนนอน หรืออย่าง Audio Book ที่กำลังฟังอยู่ตอนนี้ก็คือ เรื่อง The Status Game ของ Will Storr เป็นหนังสือที่อธิบายถึงความต้องการสถานะทางสังคมว่าเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมมนุษย์มากกว่าเรื่องเงินหรืออำนาจ นิโคลพยายามจะฟังทุกครั้งที่ออกกำลังกายหรือตอนขับรถ เราพยายามใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ที่สุด เลยมีความ Multi-tasking จนคุ้นชินไปแล้ว เมื่อถึงเวลาพักผ่อนจะได้พักผ่อนแบบเต็มที่”

Nicole Nam

อยากรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายชีวิตของนิโคลคืออะไร

“เป็นเป้าหมายที่มีมานานแล้ว นั่นคือ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม นิโคลอยากทำให้พ่อแม่ภูมิใจ และเราเองก็ต้องภูมิใจในตัวเองด้วย โดยที่สิ่งที่ทำต้องไม่ sacrifice relationship ของคนที่เรารัก นิโคลไม่อยากทำงานเยอะจนไม่มีเวลาเจอเพื่อนๆ เจอพ่อแม่ ไม่มีเวลาเป็นคุณแม่ให้กับยาคูซ่า ซึ่งเป็นทั้งน้องหมาและลูกชายของนิโคล เราพยายามเป็นเราในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดในทุกเวอร์ชั่น เพราะทุกคนรู้จักนิโคลในคนละเวอร์ชั่น เพื่อนๆ รู้จักนิโคลในเวอร์ชั่นที่เป็นเพื่อนสนิท ยาคูซ่ารู้จักนิโคลในฐานะที่เป็นแม่ พ่อแม่รู้จักเราในเวอร์ชั่นลูกสาว เราอยากเป็นเราที่เป็น The Best Version ณ วันนี้” 

ติดตามคอนเทนต์สนุกและมีสาระของนิโคลได้ที่ tiktok.com/@nicolenam_xo