©ulture

ในช่วงชีวิตของฉันเจออุบัติเหตุร้ายแรงอยู่ 2 อย่าง หนึ่งคือการต้องอยู่บนรถเข็น สองคือดิเอโก และดิเอโกนั้นเลวร้ายที่สุด

ฟรีด้า คาห์โล

เป็นประโยคแสนร้ายกาจที่ฟรีด้าพูดถึงดิเอโกผู้เป็นสามีของเธอ ในตอนที่เธอจับได้ว่าเขามีสัมพันธ์ลับๆ กับ ‘คริสตินา’ น้องสาวในไส้ของเธอ

ความเจ็บปวดที่ถูกหักหลังได้เป็นแรงบันดาลใจให้ฟรีด้าวาดภาพที่มีชื่อเสียงงานหนึ่งของเธออย่าง Memory, the Heart (1937) รูปวาด Self Portrait ที่ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกแต่กลับเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา แท่งเหล็กทะลุอกข้างซ้ายที่กลวงโบ๋และที่ปลายแท่งเหล็กนั้นมีกามเทพคล้ายกำลังเล่นไม้กระดก

Memory, the Heart, 1937 by Frida Kahlo (Photo: fridakahlo.org)

หัวใจขนาดใหญ่เลือดอาบสีแดงข้างแม่น้ำที่แสดงถึงความสิ้นหวังมหาศาลของเธอถูกวางทิ้งไว้บนพื้น พื้นหลังที่มีชุดนักเรียนและชุดพื้นเมือง ‘ตีฮัวนา’ (Tehuana) ที่มีแขนเพียงข้างเดียว โดยตัวเธอที่ไร้แขนเป็นตัวแทนของความรู้สึกหมดหนทาง

ความรู้สึกแตกสลาย เสียใจ และผิดหวังอย่างมหาศาลของเธอต่อดิเอโกอัดแน่นรวมกันอยู่ในภาพนี้

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของสามีที่มีต่อเธอ

Diego and Frida 1940 ช่างภาพได้จัดท่าทางให้ทั้งสองเป็นดั่งคู่รักนักปฏิวัติกล่าวคือ Diego ถือหมวกด้วยมือข้างซ้าย ส่วน Frida พันผ้าพันคอแบบไขว้ ทั้งสองจึงดูคล้าย “General” และ “Adelita” และพวกเขาถ่ายภาพตามแบบฉบับโบราณคือ Frida ยืน และ Diego นั่ง

ฟรีด้า คาห์โลได้ชื่อว่าเป็นจิตรกรสาวชาวเม็กซิกันผู้อาภัพ ตั้งแต่เกิดจนช่วงเวลาที่มีอยู่ชีวิตเธอประสบทั้งโรคภัยอย่างโรคไขสันหลังอักเสบและโปลิโอที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยง และประสบอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตอย่างทรมานบนรถเข็นและเตียงนอน รวมทั้งชีวิตรักของเธอที่ไม่ได้สวยงามอย่างภาพวาด

ความเจ็บปวดที่เธอเผชิญเหล่านั้นเป็นแรงขับเคลื่อนให้เธอรังสรรค์งานศิลปะที่แปลกใหม่ แฝงไปด้วยความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นภายใน

งานของเธอโดดเด่นด้วยสีสันที่ฉูดฉาด การวาดภาพเหนือจริง (Surrealism) ที่เธอบอกทุกอย่างมันคือความจริง (Reality) ที่เผชิญ ทำให้เธอกลายเป็นจิตรกรแถวหน้าของเม็กซิโก

ต่อมาเธอได้แต่งงานกับจิตรกรวาดจิตรกรรมฝาผนังที่โดดเด่นอย่าง ดิเอโก ริเวรา(Diego Rivera) ผู้ชื่นชมและหลงรักในภาพวาดของเธอ ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของครอบครัว ทั้งเรื่องอายุที่ห่างกันมาก และความแตกต่างของขนาดตัวที่ดูไม่สมส่วน

ภาพส่วนหนึ่งจากในงาน Diego & Frida: A Smile in the Middle of the Way
(ซ้าย) ภาพ Frida ในวัย 4 ขวบ (กลาง) พ่อและแม่ของ Frida (ขวา) Frida ในสมัยตอนเป็นนักเรียน
(ซ้าย) ภาพ Diego ในวัย 4 ขวบ (กลาง) พ่อและแม่ของ Diego ในวันแต่งงานของพวกเขา (ขวา) Diego ในสมัยตอนเป็นนักเรียนจิตรกรรมในกรุง Madrid
ภาพส่วนหนึ่งจากในงาน Diego & Frida: A Smile in the Middle of the Way

ทว่าในห้วงแห่งรัก มิอาจมีสิ่งใดต้านทานความรักที่ทั้งคู่มีให้กันได้

แต่ความรักที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะมีแรงดึงดูดในช่วงแรกเท่านั้น เพราะหลังจากเข้าสู่ประตูวิวาห์ชีวิตแต่งงานของเธอกลับเต็มไปด้วยหนามมากกว่าจะเป็นกลีบกุหลาบ

Frida และ Diego ในสวนที่บ้านสีฟ้า, 1942

แทบจะตลอดชีวิตคู่ฟรีด้าต้องเผชิญกับความขัดแย้งความเจ็บปวด การโกหกหักหลัง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีบางช่วงเวลาที่มิตรภาพของทั้งคู่ผลิบานและเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานของกันและกัน

ในนิทรรศการภาพถ่าย Diego & Frida: A Smile in the Middle of the Way ได้รวบรวมภาพถ่ายขาว-ดำที่ถ่ายโดยครอบครัว เพื่อน ช่างภาพ ไม่ต่ำกว่า 50 ภาพ เล่าช่วงเวลาชีวิตรักของคู่รักจิตรกร ดิเอโกและฟรีด้า

ไม่ว่าจะในช่วงเวลาที่เจ็บปวดจากโรคภัยของฟรีด้าที่มีสามีอย่างดิเอโกอยู่เคียงข้าง

ช่วงการสร้างสรรค์ผลงานของเขาและเธอที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของกันและกัน

เวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดที่ทั้งคู่ได้เดินทางไปแสดงงานศิลปะไกลถึงอเมริกา

ภาพแสดงความรักอันหวานชื่นให้แก่กัน หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่เลิกราแล้วกลับอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

ภาพเหล่านั้น ไม่ได้มีเพียงแต่ความเจ็บปวด ความขัดแย้ง ความผิดหวัง แต่ยังมีความสุข รอยยิ้ม และความรักที่ทั้งคู่มีต่อกันจนตราบลมหายใจสุดท้าย

Frida, Diego และ Fulang-Chang ลิงสัตว์เลี้ยงของพวกเขา 1940
Diego จดทะเบียนสมรสครั้งที่ 2 กับ Frida San Francisco December 8 , 1940 Diego อายุครบ 54 ปีเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1940 และได้แต่งงานกับ Frida เป็นครั้งที่ 2 ที่ซานฟรานซิสโกในวันเดียวกันนั้นเอง
Diego และ Frida ผู้กำลังวาดภาพตัวเองอยู่, 1943 ผลงานของ Frida มักจะเน้นไปที่ภาพของตนเอง ที่แสดงถึงความรักที่ตนมีให้แก่ Diego ด้วย เช่นภาพ Self Portrait as a Tehuana (Diego on my mind) และภาพ Diego and I
Diego และ Frida ในโรงพยาบาล ABC Medical Center, 1950 สืบเนื่องจากปัญหาบริเวณกระดูกสันหลังและขาขวาที่มีมานานของ Frida เธอได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ABC Medical Center ในกรุงเม็กซิโก ซิตี้ และได้เข้าเฝือกบริเวณลำตัว มีการวาดสัญลักษณ์ลัทธิคอมมิวนิสต์บนเฝือกของเธอด้วย
ภาพบรรยากาศภายในนิทรรศการ

งานนิทรรศการภาพถ่ายขาว-ดำ Diego & Frida: A Smile in the Middle of the Way  จัดขึ้นโดยสถานทูตเม็กซิโกประจำประเทศไทยร่วมกับ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ BJC/BIG ที่ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 1 อาคารพิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 8-28 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา

 

อ้างอิง: