©ulture

ชวนเที่ยวอินเดียอีสานกันอีกสักรอบ !

หลังจากที่ becommon เคยพาไปเที่ยว รัฐเมฆาลัย ฝั่งตะวันออกในแถบเทือกเขากาสี (Khasi Hills) มาแล้วจนปรุ เก็บครบทุกสถานที่เที่ยวระดับแลนด์มาร์ก ทั้งสะพานรากไม้, แม่น้ำ Dawki ที่ใสราวกระจก น้ำตกสุดอลังการ Nohkalikai Falls ฯลฯ

คราวนี้เราจะพาไปสัมผัสธรรมชาติแสนบริสุทธิ์ ณ อีกฟากฝั่งของรัฐเมฆาลัย นั่นคือ เทือกเขากาโร (Garo Hills) ทางฝั่งตะวันตก ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ความดิบและงดงามของธรรมชาติแบบ Unseen ขนานแท้ เพราะนักท่องเที่ยวเดินทางไปประทับรอยเท้าเอาไว้น้อยมากเมื่อเทียบกับฝั่งกาสีที่คึกคักและโด่งดังมานานปี

garo hills
เทือกเขายอดตัดที่เป็นเอกลักษณ์ในแถบเมฆาลัย

ทำไมนักท่องเที่ยวถึงไม่ค่อยไปเยือนเมฆาลัยฝั่งกาโร ทั้ง ๆ ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์สวยงามที่น่าสำรวจไม่แพ้กัน ? 

เหตุผลหลัก คือ การเดินทางค่อนข้างลำบากกว่าฝั่งกาสีที่มีเมืองใหญ่อย่างชิลลอง (Shillong) และเชอร์ราปุนจี (Cherrapunji) ซึ่งอยู่ใกล้สนามบินหรือเมืองหลวงใหญ่อย่างกูวาฮาติ (Guwahati) ในรัฐอัสสัมมากกว่า โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 2-4 ชั่วโมง

ในขณะที่การเดินทางไปฝั่งกาโรต้องใช้เวลาขับรถยาวนานถึง 6-8 ชั่วโมง ผ่านภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ทำให้เสียเวลาเดินทางค่อนข้างมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวในฝั่งกาโรพิ่งเริ่มต้นพัฒนา โรงแรมที่ได้มาตรฐานจึงยังมีจำกัด ตัวเลือกเรื่องที่พักและร้านอาหารเลยมีน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นโฮมสเตย์ชุมชนหรือเกสต์เฮาส์ท้องถิ่น ต่างจากฝั่งกาสีที่มีความพร้อมสูงกว่า ทั้งโรงแรม รีสอร์ตหรู โฮมสเตย์ ร้านอาหาร คาเฟ่ และระบบขนส่งสาธารณะและรถเช่าที่มีตัวเลือกให้เลือกครบครัน 

Garo Hills
ร้านค้าสีสวยริมทาง

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เส้นทางท่องเที่ยวฝั่งกาสีถูกโปรโมทผ่านรีวิวและแพ็กเกจทัวร์มานานหลายสิบปี จนกลายเป็น Must-visit ของเมฆาลัยไปแล้ว

ในขณะที่สถานที่ท่องเที่ยวในฝั่งกาโรเพิ่งเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากกระแสโซเชียลมีเดียเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ จึงยังจัดอยู่ในกลุ่ม Off-the-Beaten-Path หรือเส้นทางท่องเที่ยวที่ยังไม่ถูกค้นพบ เหมาะสำหรับนักเดินทางสายลุยตัวจริง

เทือกเขากาโรจึงเปรียบเหมือนขุมทรัพย์ที่ยังไม่ถูกเจียระไนของเมฆาลัย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบความสงบ ต้องการหลีกหนีความพลุกพล่าน หลงใหลธรรมชาติแบบดิบ ๆ และรักการผจญภัย 

ใครสนใจออกเดินทางแบบสมบุกสมบัน นอนโฮมสเตย์ได้ จ้วงขันตักน้ำอาบเป็น ไม่หวั่นต่อการเดินป่าฝ่าสายน้ำตะลุยสำรวจถ้ำที่มืดตึ๊ดตื๋อ ขอเชิญตามมาสำรวจโลกจูราสสิคเวิลด์สุดดิบแห่งอินเดียอีสานผ่านบทความนี้กันเลย 

Garo Hills
ทุ่งนาและป่าหมากในแถบเทือกเขากาโร

ทริปนี้เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ผู้เขียนกับคู่หูนักเดินทางชาวอินเดียเริ่มต้นออกเดินทางจากกูวาฮาติ เมืองหลวงของรัฐอัสสัม โดยใช้พาหนะเป็นมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อ รอยัล เอนฟิลด์ เช่นเคย โดยสภาพอากาศในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียในช่วงฤดูหนาว พระอาทิตย์จะโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าไวเป็นพิเศษ ราวตี 5 นิด ๆ ก็เริ่มมีแสงทองส่องอำไพ และฟ้าสว่างเต็มตาตอน 6 โมงเช้าพอดี 

แต่พอถึงช่วงประมาณบ่าย 3 ครึ่ง แสงแดดจะเริ่มหลุบ หลังจากนั้นอีกหนึ่งชั่วโมง ดวงอาทิตย์จะค่อย ๆ ลับฟ้าและมืดสนิทก่อน 6 โมงเย็น

ดังนั้น ควรเริ่มต้นออกเดินทางแต่เช้าตรู่ เพื่อจะได้มีเวลาสำรวจธรรมชาติแสนบริสุทธิ์ของเทือกเขากาโรให้คุ้มค่า เพราะช่วงเวลาแห่งวันช่างสั้นเหลือเกิน

พวกเราใช้เวลา 6 ชั่วโมงเต็มในการเดินทางจากเมืองหลวงของรัฐอัสสัมสู่ ตุรา (Tura) เมืองศูนย์กลางการค้าและการเดินทางของเทือกเขากาโรฝั่งตะวันตก (West Garo Hills) มีแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง Nokrek Biosphere Reserve หรือพื้นที่ป่าสงวนที่ยังอุดมสมบูรณ์สุด ๆ แต่น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสสำรวจป่า ‘นกเร็ก’ เพราะมีเวลาจำกัด ได้แค่แวะชมแม่น้ำลำธารในละแวกนั้น และชิมส้มพันธุ์ดั้งเดิมที่มีชื่อท้องถิ่นว่า Memang Narang รสชาติคล้ายส้มเขียวหวานของไทย แต่ไม่เปรี้ยวหรือหวานเท่า กินได้เพลินๆ

Garo Hills
ทิวทัศน์ชายแดนอินเดีย – บังคลาเทศ
ภาพ : mowgli1854

พวกเราพักในโฮมสเตย์ที่เมืองตุราแค่คืนเดียว ก่อนมุ่งหน้าลัดเลาะเลียบชายแดนอินเดีย – บังคลาเทศไปบนถนนสายเล็ก ๆ ที่ตัดผ่านผืนป่าซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของช้างท้องถิ่น จึงมีป้ายเตือนให้ระวังช้างอยู่เป็นระยะ ๆ 

จุดหมายหลักของเราคือ เทือกเขากาโรตอนใต้ (South Garo Hills) ที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวระดับไฮไลต์ของนักเดินทางสายธรรมชาติที่เพิ่งเป็นไวรัลในอินเดีย ไม่ว่าจะเป็น วารีโชรา (Wari Chora) แคนยอนลับที่เพิ่งถูกค้นพบและตีตราเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในยุคหลังโควิด-19 สงบลงแล้ว , ถ้ำซีจู (Siju Cave) ถ้ำหินงอกหินย้อยที่ทั้งยาวและลึกลับที่สุดแห่งหนึ่งในอินเดีย และ Rongchang Rock Formation เขาวงกตเก่าแก่อายุหลายสิบล้านปี

Wari Chora

ขอต้อนรับสู่ จูราสสิค เวิลด์ !

พวกเราควบมอเตอร์ไซค์ไปถึงหมู่บ้าน Emangre ในเขตเทือกเขากาโรตอนใต้ราว 11 โมง และแวะเช็กอินยัง B.S.Manda Homestay โฮมสเตย์แห่งแรก ๆ ที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมบุกเบิกเส้นทางท่องเที่ยวแคนยอนลับวารีโชรา 

Garo Hills
ห้องนอนของมหัน (ซ้ายสุด มีเก้าอี้วางหน้าห้อง) ที่เปิดเป็นที่พักให้คนแรมทาง

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าพื้นที่ในแถบนี้ยัง ‘ใหม่’ ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว ดังนั้น โฮมสเตย์ของที่นี่จึงเปรียบเหมือนการขอพักอาศัยในบ้านพักของชาวบ้านจริง ๆ โดยห้องที่พวกเราได้พักผ่อนนอนหลับคือ ห้องนอนของเจ้าของบ้านอย่าง มหัน มันดา สังมา บัณฑิตหนุ่มที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากในเมืองใหญ่ ในห้องนอนของเขาจึงเต็มไปด้วยตำราเรียนเต็มตู้ เหมือนเราขอมาพักค้างคืนในห้องนอนของน้องชายไม่มีผิด

Garo Hills

Garo Hills
วิวจากห้องนอน (บน) ห้องน้ำที่มีให้เลือกทั้งแบบ Indian Style และ Western Style
พร้อมบริการห้องอาบน้ำแบบจ้วงขันตักราดโครม ๆ

พวกเราไม่เสียเวลาเก็บข้าวของนาน ราวเที่ยงวันก็เริ่มต้นห้อมอเตอร์ไซค์พร้อมไกด์ท้องถิ่นเพื่อมุ่งหน้าไปยังแคนยอนลับที่รอคอย 

เส้นทางสู่ ‘วารีโชรา’ ต้องใช้รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อหรือมอเตอร์ไซค์วิบากเท่านั้น เพราะเป็นเส้นทางดินลูกรังผสมโคลนสีแดงฉานตลอดระยะทางราว 10-12 กิโลเมตร ใช้เวลากระแทกกระเทือนบนอานมอเตอร์ไซค์เกือบชั่วโมง กว่าจะไปถึงปากทางเข้าวารีโชรา

เราเพิ่งมารู้ในภายหลังว่าเส้นทางมหาวิบากเส้นนี้เพิ่งได้รับการกรุยทางเสร็จได้แค่ปีเดียว คิดดูว่าขนาดมีชาวบ้านทำเส้นทางมาให้รถวิ่งได้ ยังลำบากขนาดนี้ แล้วในสมัยก่อนที่ชาวบ้านต้องบุกป่าฝ่าดงเดินเท้าเข้าไปยังวารีโชราจะลำบากขนาดไหน

Garo Hills
เส้นทางเดินป่าไปสู่วารีโชรา

จากปากทางเข้า ต้องเดินเท้าผ่านป่าเขาลำเนาไพรเข้าไปอีกราวครึ่งชั่วโมง (สำหรับคนที่มีประสบการณ์เดินป่าพอประมาณ) เส้นทางไม่ค่อยทรมานจนเกินไปนัก เลเวลสมบุกสมบันพอเป็นพิธี มีขึ้น มีลง แต่ไม่ถึงกับต้องปีนป่าย เพราะมีการทำบันไดไม้ไผ่ไว้คอยอำนวยความสะดวกให้สามารถไต่ความชันได้คล่องขึ้น 

ออกแรงเดินจนพอให้หัวใจเต้นรัวกำลังดีก็มาถึงยังบริเวณริมแม่น้ำที่มีเรือยางจอดเรียงรายเป็นพาหนะในการเข้าชมวารีโชรา โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 500 รูปี นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย 100 รูปี และนักท่องเที่ยวท้องถิ่น (เขาใช้คำว่า Local Tourist) เสียเพียงคนละ 20 รูปีเท่านั้น นอกจากนี้ ทุกคนต้องเสียค่าโดยสารเรืออีกคนละ 150 รูปีโดยเท่าเทียม

Garo Hills
บริการเรือยาง พาหนะในการสัมผัสความงามของวารีโชรา
ภาพ : mowgli1854

จ่ายค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้วก็บรรจงถอดรองเท้ากองสุม ๆ กันเอาไว้ สวมชูชีพให้พร้อมสรรพ แล้วแชร์เรือยางกับนักท่องเที่ยวท่านอื่น ๆ รวมแล้วมีคนในลำเรือประมาณ 6 คน (รวมคนพายเรือและเด็กประจำเรือ) พร้อมแล้วแก่การออกเดินทางสู่แคนยอนลับแห่งเทือกเขากาโร 

ความรู้สึกแรกในวินาทีที่เรือเริ่มต้นแล่นช้า ๆ ไปบนสายน้ำสีเขียวมรกตใสสะอาด ลัดเลาะไปตามแนวผาหินสูงชัน สองข้างทางปกคลุมด้วยผืนป่าฝนที่อุดมสมบูรณ์ บรรยากาศเงียบสงบลึกลับเหมือนหลุดเข้าไปในโลกยุคโบราณ ไม่แปลกที่เสียงสกอร์ของภาพยนตร์ Jurassic Park จะดังขึ้นในใจเราทันที บรรยากาศแบบนี้ ต้นไม้ใบเฟิร์นได้ฟีลดึกดำบรรพ์แบบนี้ มันใช่ทุกประการ ! 

Garo Hills

ไม่รู้ว่าคนอื่นในลำเรือรู้สึกอย่างไร แต่สำหรับคนไทยอย่างเราที่โตมากับหนังของสตีเวน สปีลเบิร์ก รู้สึกตื่นเต้นกับโมเมนต์นี้มากจริง ๆ  ไหนจะมีทั้งสายน้ำตกที่ประพรมลงมาเป็นช่วง ๆ ไหนจะมีไม้ใหญ่ล้มพาดขวางอยู่ข้างหน้า โชคดีที่นักท่องเที่ยวยังไม่หนาแน่น ทำให้เรือแต่ละลำลอยอยู่ห่างกัน เราจึงได้ดื่มด่ำกับเสียงสายน้ำและธรรมชาติแบบไม่มีสิ่งใดรบกวน

เรือแล่นมาถึงจุดที่เป็นเนินกรวดหินวางกั้น เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ลงไปเดินถ่ายรูปเล่น ขณะที่คนเรือช่วยกันแบกเรือยางข้ามไปยังลำน้ำช่วงถัดไป แล้วเราก็พากันขึ้นเรือเพื่อดื่มด่ำความงามอันแสนบริสุทธิ์กันต่อ

Garo Hills

สำหรับคำว่า วารีโชรา เป็นภาษากาโร (Garo) โดย Wari แปลว่า วังน้ำหรือแอ่งน้ำลึก Chora แปลว่า ยาว เมื่อรวมกันจึงหมายถึง โตรกธารหรือสายน้ำลึกที่ทอดยาว โดยลำน้ำแห่งนี้คือ แม่น้ำร็องดิก (Rongdik) ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำซิมซัง (Simsang) 

ในอดีต ชาวบ้านในพื้นที่ใช้ลำน้ำสายนี้เป็นเส้นทางสัญจรและขนส่งสินค้าลงไปยังฝั่งบังกลาเทศ ก่อนที่เส้นทางไหลของน้ำและวิถีชีวิตจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทำให้โตรกผาแห่งนี้ถูกลืมเลือนและซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก มีเพียงคนเฒ่าคนแก่และชาวบ้านในแถบนี้จริง ๆ เท่านั้นที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของ ‘วารีโชรา’ 

ตามความเชื่อพื้นบ้านของชนเผ่ากาโรมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า วารีโชราเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการดูแลโดยพญางูยักษ์ 7 ตัว หากผู้ใดไม่เคารพยำเกรงธรรมชาติหรือสร้างความเสียหายแก่ผืนป่า จะต้องเผชิญกับคำสาปและความพิโรธของพญางู นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่าบางครั้งจะพบเห็นนางเงือกปรากฏตัวในแอ่งน้ำลึกแห่งนี้ ด้วยความเชื่อเหล่านี้เองทำให้ชาวบ้านพากันยำเกรงและไม่เคยรบกวนพื้นที่ธรรมชาติต้นน้ำนี้ 

Garo Hills

จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา (ราวปี ค.ศ. 2019 – 2021) กลุ่มผู้นำชุมชนและเยาวชนชาวกาโรท้องถิ่นได้ริเริ่มสำรวจตรอกแคนยอนแห่งนี้อย่างเป็นทางการ พวกเขาเล็งเห็นศักยภาพทางธรรมชาติ จึงร่วมกันจัดตั้งกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและอนุรักษ์ (Indigenous Agro Tourism) เพื่อผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่บริหารจัดการโดยชาวบ้านเอง 

สอดคล้องกับเรื่องเล่าของมหันที่บอกกับพวกเราว่า ตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในทีมสำรวจวารีโชรา ช่วงที่โควิด-19 เริ่มระบาด บัณฑิตจบใหม่ด้านประวัติศาสตร์อย่างเขา ซึ่งเดิมหวังจะสอบเข้าทำงานใน Government Service ตามแบบฉบับ Indian Dreams ต้องหมดหวัง เพราะเดิมก็เป็นตำแหน่งที่สอบเข้ายากอยู่แล้ว ยิ่งเกิดวิกฤติโควิดงานออฟฟิศก็ดูเหมือนจะไร้ความหมาย

Garo Hills

Garo Hills

มหันจึงกลับมาตั้งหลักยังบ้านเกิด และเริ่มสำรวจธรรมชาติรอบ ๆ บ้านไปพลาง นั่นทำให้เขาเริ่มต้นเข้าไปเจรจากับชาวบ้านท้องถิ่นที่อยู่กับวารีโชรามาทั้งชีวิต พร้อมกับขอความร่วมมือชักชวนกันลองเปลี่ยนที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวกันดีไหม จากนั้น เขาจึงเริ่มทำคอนเทนต์ใน Youtube จนนักท่องเที่ยวอินเดียเริ่มมองเห็น และตามมาเที่ยว ก่อให้เกิดการพัฒนาอื่น ๆ ตามมา

เช่น นักท่องเที่ยวจากรัฐ Karnataka ออกไอเดียให้ทำเรือยางสำหรับล่องเข้าไปเที่ยวในแคนยอน นักสำรวจจากสวิสเซอร์แลนด์อาสามาช่วยสำรวจและทำแผนที่ รวมถึงผู้คนอีกหลากหลายสัญชาติจากทั่วโลกที่ทยอยเดินทางมาช่วยกันสำรวจถ้ำในบริเวณรอบ ๆ โดยทุกเดือนมีนาคม มหันและผองเพื่อนนักสำรวจจะตระเวนไปบุกเบิกตามถ้ำ น้ำตก และสถานที่ทางธรรมชาติใหม่ ๆ ที่ยังรอการค้นพบ เพราะยังมีถ้ำตกสำรวจอีกมากมายในพื้นที่แถบเทือกเขากาโรตอนใต้

Garo Hills

ปัจจุบัน วารีโชราได้รับการควบคุมและดูแลโดยชาวบ้านท้องถิ่นของหมู่บ้าน Dabalgre และ Emangre นักท่องเที่ยวจะต้องใช้ไกด์ท้องถิ่นในการเช่าเรือคายัคและนำทางเดินป่าเท่านั้น รวมทั้งมีการจำกัดปริมาณและรักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิมถูกทำลายจากกระแสมวลชนท่องเที่ยวในอนาคต

ใครสนใจไปตามรอยล่องเรือยางสัมผัสความอัศรรย์ของป่าอวตารในดินแดนจูราสสิค สามารถสอบถามรายละเอียดการจองที่พักและไกด์นำเที่ยวได้โดยตรงกับมหันแห่ง B.S.Manda Homestay ได้ทาง Instagram : bsmanda_stay_wari_chora หรือทาง Whatsapp +91 9862679162 และ อีเมล mahan.manda@gmail.com

นอกจาก วารีโชราแล้ว ในบริเวณรอบ ๆ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้สัมผัสความบริสุทธิ์ของเทือกเขากาโรอีกหลายแห่ง มีทั้งน้ำตกที่ต้องใช้เวลาบุกป่าฝ่าดงเข้าไป และที่ไปง่ายหน่อยคือ เขตรักษาพันธุ์ปลาเน็งมันดัลเกร (Nengmandalgre Fish Sanctuary) พวกเราเลยเลือกไปที่นี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติและแหล่งน้ำที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย 

ที่นี่เป็นแหล่งอาศัยธรรมชาติขนาดใหญ่ของปลาในกลุ่มมาร์ซีร์ (Mahseer) โดยเฉพาะปลาช็อกโกแลตมาร์ซีร์ (Chocolate Mahseer) หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า Na. rong ซึ่งอยู่ในสถานะเกือบอยู่ในข่ายใกล้สูญพันธุ์ และบางครั้งยังพบปลาทองมาร์ซีร์ (Golden Mahseer) ซึ่งใกล้สูญพันธุ์เช่นกัน

ถ้าเล่าให้เห็นภาพยิ่งขึ้น ปลาเหล่านี้ก็คือ ปลาพลวงในประเทศไทย ที่ส่วนใหญ่พบอาศัยอยู่ในลำธาร น้ำตก และต้นน้ำที่มีน้ำใส เย็น ไหลแรง ซึ่งก็เป็นลักษณะเดียวกับแหล่งน้ำที่นี่เช่นกัน

เขตรักษาพันธุ์ปลาเน็งมันดัลเกรเกิดจากพลังของชุมชนท้องถิ่นที่ลุกขึ้นมาจัดการร่วมกัน โดยมีการกำหนดเขตห้ามจับปลาเด็ดขาดในบริเวณนี้ รวมถึงห้ามตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำรอบ ๆ หากใครฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษและปรับเงินอย่างรุนแรงตามมติหมู่บ้าน 

Garo Hills
ฝูงปลาพลวงผู้หิวโหยในเขตรักษาพันธุ์ปลาเน็งมันดัลเกร

ด้วยความที่มีกฎห้ามจับปลาในเขตพื้นที่นี้มานานหลายปี ทำให้ปลาช็อกโกแลตมาร์ซีร์ที่มีอยู่จำนวนมหาศาลปรับตัวคุ้นเคยกับมนุษย์ เมื่อนักท่องเที่ยวไปเยือนและโปรยอาหาร ฝูงปลาจำนวนนับไม่ถ้วนก็พากันว่ายขึ้นมาบริเวณผิวน้ำอย่างหนาแน่น จนรู้สึกเราเองยังรู้สึกเกรงใจปลาที่ซื้ออาหารมาให้น้อยเกินไป เพราะไม่คิดว่าจะเจอปลาฝูงใหญ่ในสายน้ำสีเขียวมรกตมากมายขนาดนี้ 

สมแล้วที่ชาวเผ่าการ์โรในพื้นที่ไม่ได้มองปลาเป็นแค่สัตว์เศรษฐกิจ แต่มีความผูกพันทางจิตวิญญาณและบรรพบุรุษ การอนุรักษ์แม่น้ำและปลาเหล่านี้จึงช่วยให้พวกเขารักษาสมดุลของวิถีชีวิตดั้งเดิมเอาไว้ได้ พร้อม ๆ กับการสร้างรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้กับคนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยการจะเข้าไปเที่ยวภายในเขตรักษาพันธุ์ปลาฯ ได้นั้นต้องให้ไกด์ท้องถิ่นพาไปเช่นเคย แม้จะไม่ใช่เส้นทางที่เดินยาก แต่การมีคนในพื้นที่อยู่ใกล้ ๆ ท่ามกลางป่าเขาและสายน้ำที่เราไม่คุ้นเคย ย่อมรู้สึกอุ่นใจกว่า 

สำรวจ Siju Cave

แดนพิศวงใต้พิภพ จุดกำเนิดของการสำรวจถ้ำในอินเดีย

ได้เวลาร่ำลาวารีโชรา แล้วออกเดินทางต่อไปยัง ถ้ำซีจู (Siju Cave) ซึ่งอยู่ห่างไปบนเส้นทางออฟโรดราวชั่วโมงครึ่ง

ถ้ำซีจู ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำซิมซัง ชาวพื้นเมืองเรียกขานถ้ำโบราณแห่งนี้ว่า Dobakkol (โดบักโคล) มีความหมายว่า บ้านของค้างคาว โดยเป็นหนึ่งในถ้ำหินปูนที่มีชื่อเสียง เก่าแก่ และได้รับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอินเดีย

Garo Hills
ป้ายทางเข้าถ้ำซีจูที่ดูเรียบง่าย คล้ายไม่มีอะไร

ชาวพื้นเมืองเผ่ากาโรรู้จักถ้ำนี้มาตั้งแต่โบราณและมีความผูกพันทางความเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หากใครสุ่มสี่สุ่มห้าเดินเข้าไปลึกเกินไปจะถูกความมืดดูดกลืน หรือล้มป่วยด้วยไข้ป่าอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ทำให้ไม่เคยมีใครกล้าย่างกรายเข้าไปในถ้ำลึกลับแห่งนี้ 

นอกจากคณะนักวิทยาศาสตร์ที่ตั้งใจเดินทางมาสำรวจถ้ำแห่งนี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 

การสำรวจถ้ำซีจูครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1922 (พ.ศ. 2465) โดยทีมนักวิทยาศาสตร์และนักชีววิทยาจาก Zoological Survey of India (ZSI) นำโดย Dr. Stanley Kemp และ Dr. B. Chopra ที่ตัดสินใจเดินเท้าบุกป่าเข้าไปในเขตเทือกเขากาโรตอนใต้ โดยก่อนหน้านั้นยังไม่เคยมีนักสำรวจอังกฤษหรืออินเดียเคยทำแผนที่ระบบถ้ำหินปูนใต้ดินขนาดใหญ่ในอินเดียเลย

ถ้ำซีจูจึงกลายเป็น จุดเริ่มต้นแห่งวิชาถ้ำวิทยา (Speleology) และชีววิทยาใต้ดิน (Biospeleology) ของประเทศอินเดีย 

Garo Hills
ปากทางเข้าถ้ำซีจู

บรรยากาศการสำรวจถ้ำที่ลึกสุดหยั่งในยุคที่ยังไม่มีไฟฉาย LED หรือหัวตะเกียงสว่างจ้า ทำให้คณะสำรวจต้องถือตะเกียงก๊าซและตะเกียงน้ำมันพืช เดินลุยน้ำที่สูงระดับอกฝ่าสายน้ำใต้ดินที่เย็นเฉียบเข้าไปในความมืดมิดแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ ยิ่งลึกก็ยิ่งได้ยินเสียงและกลิ่นของค้างคาวนับแสนนับล้านตัวที่บินโฉบข้ามหัวในความมืด ว่ากันว่าควันที่เกิดจากมูลค้างคาวและกลิ่นแอมโมเนียเข้มข้นเสียจนทำให้หายใจลำบาก

Garo Hills
หินงอกหินย้อยภายในถ้ำ
ภาพ : mowgli1854
Garo Hills
ฟอสซิลที่พบเจอได้ง่ายดาย

ผลงานการสำรวจถ้ำในครั้งนั้น ไม่เพียงแต่สามารถวาดแผนที่ระบบถ้ำยาวกว่า 4 กิโลเมตรได้สำเร็จ (ซึ่งถือเป็นถ้ำที่ยาวที่สุดในอินเดีย ณ สภาพการรับรู้ยุคนั้น) แต่ยังสั่นสะเทือนวงการชีววิทยาโลก โดยมีการพบ Troglophiles หรือสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการเพื่ออยู่ในถ้ำ อย่างปูน้ำจืด กุ้ง และแมลงหลายชนิดที่สูญเสียเม็ดสี จนกลายเป็นตัวสีขาวโปร่งแสง และดวงตาถดถอย เพราะปรับตัวให้อาศัยในความมืดสนิทมานับแสนปี

Garo Hills

Garo Hills
บางสิ่งมีชีวิตที่เจอภายในถ้ำ
ภาพ : mowgli1854

หลังการค้นพบครั้งใหญ่ ถ้ำซีจูได้กลายเป็นเพชรยอดมงกุฎแห่งถ้ำอินเดียอยู่หลายสิบปี ก่อนจะมีการค้นพบระบบถ้ำหินปูนอื่น ๆ ในเขต Jaintia Hills ในภายหลัง เช่น Krem Liat Prah ซึ่งยาวกว่า 30 กิโลเมตร

แม้จะเสียตำแหน่งถ้ำที่ยาวที่สุดไป ถ้ำซีจูก็ยังคงครองตำแหน่งถ้ำที่มีประวัติการศึกษาทางชีววิทยาเข้มข้นที่สุด และได้รับการยกย่องเป็น Siju Wildlife Sanctuary ในปี ค.ศ. 1979 เพื่อปกป้องทั้งฝูงค้างคาว นกเงือก และเส้นทางอพยพของช้างป่าบริเวณรอบปากถ้ำ

ตัดภาพกลับมาที่การสำรวจถ้ำซีจูของพวกเราในปี พ.ศ. 2568 เหลือจะเชื่อว่าในวันที่พวกเราไปเยือนถ้ำซีจูจะไม่มีนักท่องเที่ยวอื่นใดไปเยือนเลยแม้เพียงคนเดียว ! มีเพียงเรา 2 คน กับไกด์ท้องถิ่นอีก 2 คนเท่านั้น และด้วยความที่ไม่ได้ทำการบ้านก่อนไป ทำให้ไม่ได้เตรียมรองเท้าที่สามารถเดินลุยน้ำได้ไปด้วย ทำให้ภารกิจสำรวจถ้ำที่ลึกหลายกิโลเมตรในครั้งนี้ ดิฉันต้องเดินด้วยเท้าเปล่า ! 

การเดินเท้าเปล่าลุยน้ำใสไหลเย็นแต่ไม่เห็นตัวปลา มีแต่พื้นทรายผสมก้อนกรวดก้อนหินแข็งๆ และเกาะแก่งหินมากมายให้ปีนป่าย บอกเลยว่าทรมานสังขารเป็นที่ยิ่ง แต่ก็ต้องค่อย ๆ กระย่องกระแย่งไปทีละก้าวเพื่อสัมผัสกับความลี้ลับของอภิมหาถ้ำแห่งอินเดีย

Garo Hills
ภายในถ้ำมืดมิด มีเพียงแสงจากไฟฉายเท่านั้นที่ให้แสงสว่าง

จากบริเวณปากถ้ำที่กว้างขวาง และสะกดทุกสายตาด้วยเพดานถ้ำที่เว้าโค้งขึ้นไปเป็นรูปทรงตัวยู (U) คว่ำขนาดมหึมา คล้ายอุโมงค์ยักษ์ที่ทอดตัวลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ราวไม่มีจุดสิ้นสุด เราค่อย ๆ เดินเข้าไปในถ้ำ (ค่อย ๆ จริง ๆ เพราะเดินยากและเจ็บเท้ามาก) จนแสงสว่างจากภายนอกค่อย ๆ เลือนหาย ต้องใช้ไฟฉายในการนำทาง

เดินมาได้ไม่ไกลก็เจอกับจุดกำเนิดของชื่อถ้ำในภาษาถิ่น (โดบักโคล) ที่หมายถึง บ้านของค้างคาว เพราะบนเพดานถ้ำเต็มไปด้วยค้างคาวเกาะอยู่นิ่ง ๆ บ้างก็บินโฉบไปมาเมื่อต้องแสงไฟ ไกด์ท้องถิ่นบอกกับเราว่าปกตินักท่องเที่ยวทั่วไปมักจะเดินมาเที่ยวถึงแค่บริเวณนี้แล้วก็กลับ

Garo Hills
หินงอกหินย้อยระยิบระยับ
ภาพ : mowgli1854

แต่พวกเรานั้นไซร้ไม่ใช่นักท่องเที่ยวทั่วไป เพราะคู่หูของข้าพเจ้ามาพร้อมโจทย์ลับในใจ นั่นคือ ต้องการไปให้ถึงน้ำตกในถ้ำให้ได้ (ซึ่งเรื่องนี้ดิฉันเพิ่งมารู้ตอนกลับออกมาแล้ว -_-”) ทำให้หลังจากทักทายฝูงค้างคาว ชมหินงอกหินย้อย และส่องไฟดูแมงมุม กุ้ง และปลาตัวใส ๆ ตามทาง เราก็ยังคงมุ่งหน้าต่อไปในถ้ำ โดยต้องเกาะกลุ่มไว้ให้เหนียวแน่น เพราะมีเฉพาะคนท้องถิ่นเท่านั้นที่รู้จักเส้นทางภายในถ้ำอันโอฬารและเต็มไปด้วยตรอกซอกหลืบซับซ้อนแห่งนี้

Garo Hills
เส้นทางที่ต้องอาศัยทักษะการมุดและปีนป่าย

ยิ่งลึกก็ยิ่งต้องออกท่าออกทางมากกว่าแค่การเดินกระย่องกระแย่งย่างเท้าไปบนหิน โดยมีทั้งการต้องปีนป่ายขึ้นไปบนหินลื่น ๆ ลอดตัวผ่านช่องแคบเล็ก ๆ ก้มหัวมุดผ่านชะง่อนหินเตี้ย ๆ สารพัดที่จะต้องพาตัวเองเข้าไปยังส่วนต่าง ๆ ของถ้ำ กว่าจะถึงน้ำตกกลางถ้ำอันมืดมิด บอกเลยว่าหอบแฮ่กไปตาม ๆ กัน 

เชื่อว่าพวกเราน่าจะได้สำรวจถ้ำได้สักกิโลเมตรเศษ ๆ ก็ต้องกลับออกมา เพราะหากไปลึกกว่านั้นไกด์ก็เกรงว่ามนุษย์ผู้มาจากเมืองอย่างเราคงไม่น่าจะไหว แค่เท่านี้ก็ได้อารมณ์ของการเป็นนักสำรวจแบบเต็มที่แล้ว โดยจากข้อมูลระบุว่า ถ้ำซีจูมีความลึกมากกว่า 4 กิโลเมตร เพียงแต่การสำรวจยังคงไม่สามารถไปได้ไกลกว่านั้น จึงยังคงเป็นปริศนาที่ถือเป็นเสน่ห์ของถ้ำใต้พิภพแห่งนี้ต่อไป

Garo Hills
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ขณะเดินออกจากถ้ำ

หนึ่งในเรื่องชวนตะลึงที่พบเจอในบริเวณน้ำตกกลางถ้ำ พบว่ามีขยะเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นถุงขนม พลาสติกต่าง ๆ ลอยอยู่ในน้ำและติดอยู่ตามซอกหิน ตอนแรกเราก็นึกทึ่งในใจเงียบ ๆ คนเดียวว่า นักท่องเที่ยวอินเดียอึดจริง ๆ ทุกคนสามารถมุดถ้ำเข้ามาถึงนี่ได้ทุกคน สุดยอด เพราะจากประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ผ่านมา ไม่ว่าจะขึ้นเขาสูงแค่ไหนก็สามารถเจอนักท่องเที่ยวอินเดียนุ่งส่าหรีได้ทุกสถาน

แต่พอออกมาจากถ้ำ ถามไถ่เพื่อนร่วมทางกลับพบความจริงว่าจริง ๆ แล้วคนอื่นเขามาเที่ยวกันถึงแค่จุดที่มีค้างคาว ส่วนบริเวณที่พวกเราทั้งไต่ทั้งปีนลึกเข้าไปเป็นกิโล ไม่มีใครเขาไปกันหรอก ขยะทั้งหมดที่เห็นเป็นขยะที่ไหลมาตามน้ำ มาจากตลาด จากบ้านคน ที่อยู่ไกลออกไป 5 กิโลเมตรต่างหาก

… เรารู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที เพราะขยะที่เห็นในถ้ำนั้นเยอะมากและกระจัดกระจายไปทั่วถ้ำ ทั้งหมดมาจากการทิ้งไปเรื่อยที่ปริมาณขยะคงจะมากขึ้นเรื่อย ๆ และจะอยู่ในถ้ำนี้ตลอดไป  

Garo Hills
หาดทรายริมแม่น้ำซิมซังใกล้กับถ้ำซีจู

พวกเราใช้เวลาสำรวจถ้ำซีจูราว 3 ชั่วโมง ออกจากถ้ำมาด้วยสภาพเนื้อตัวเลอะไปด้วยโคลนและหิวโหยเป็นอย่างมาก ขอเปลี่ยนโหมดจากอารมณ์เศร้าที่เห็นขยะเกลื่อนในถ้ำไปสู่การรีวิวบรรยากาศร้านอาหารในแถบเมฆาลัย ที่นิยมเสิร์ฟอาหารสไตล์ Chef’s Table โดยมักไม่มีเมนูให้เลือก เมื่อเข้าไปนั่งในร้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบรรยากาศโฮมมี่แบบเพิงสังกะสีง่าย ๆ รายล้อมด้วยป่าหมาก ได้ที่นั่งที่อบใจแล้วก็แจ้งความจำนงกับป้าเจ้าของร้านว่า “มี Khana (อาหาร) ไหม” ถ้าป้าบอกว่ามี ก็รอสัก 10-15 นาที อาหารจะลงเสิร์ฟพลัน

Garo Hills
ร้านอาหารในป่าหมาก

ปกติก็จะเป็นข้าวกับดาล (แกงถั่ว) เป็นพื้นฐาน พิเศษหน่อยก็มีแกงไก่กับโรตี พิเศษไปกว่านั้นก็จะเสิร์ฟแกงปลาทอด หน้าตาคล้ายแกงส้มใส่หัวไชเท้า แต่ปลาทอดในน้ำแกงนั้นเต็มไปด้วยก้าง กินไปท้อไป แต่รสชาติแกงอร่อยดีคล้ายรสมือแม่

Garo Hills

Garo Hills
หน้าตาสำรับอาหารและแกงกับที่กินเป็นประจำทุกมื้อ

เช่นเดียวกับอาหารที่เสิร์ฟในทุกโฮมสเตย์และโรงแรมที่มักเป็นอาหารสไตล์โฮมคุ้กเมนูคล้าย ๆ กัน น่ารักตรงที่มักจะเสิร์ฟมาในหม้อ ทัพเพอร์แวร์ ปิ่นโต ฯลฯ วางเรียงเป็นแถวกลางโต๊ะ สามารถเลือกตักเติมเองได้ตามชอบใจ

Garo Hills
ป้ายทางเข้า Rongchang Rock Formation

อิ่มแล้วไปเที่ยวกันต่อ ไม่ไกลจากถ้ำซีจูมีอีกหนึ่งเขาวงกตให้ผจญภัย ที่นั่นคือ Rongchang Rock Formation ภูมิประเทศแปลกตาแบบดึกดำบรรพ์ ที่มีลักษณะเป็นหุบเขาลึกแคบ (Narrow Gorges) สลับซับซ้อน โครงสร้างเป็นหินปูนกลุ่มเดียวกับถ้ำซีจูที่มีอายุเก่าแก่กว่า 45-50 ล้านปี

Garo Hills

Garo Hills
บรรยากาศลึกลับที่ Rongchang Rock Formation

พวกเราใช้บริการไกด์คนเดิมคนดีกับที่พาเข้าไปผจญภัยในถ้ำซีจู โดยปากทางเข้า Rongchang Rock Formation อยู่ห่างจากปากทางเข้าถ้ำซีจูเพียงไม่กี่ร้อยเมตร จะเห็นป้ายสีเขียวปักไว้ชัดเจนอยู่ริมถนน เดินเข้าไปประมาณ 200 เมตรก็จะเข้าสู่ดินแดนเขาวงกตที่ให้อารมณ์เหมือนหลุดไปอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Indiana Jones ไม่มีผิด ได้ฟีลตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์เบา ๆ

Garo Hills
ช่องแสงสวย ๆ
ภาพ : mowgli1854

Garo Hills

Rongchang Rock Formation คือประติมากรรมที่เกิดจากแรงลมและสายน้ำที่ค่อย ๆ กัดเซาะแนวหินปูนเก่าแก่จนคดเคี้ยว เกิดเป็นโถงทางเดินแคบ ๆ ระหว่างหน้าผาหินเว้าแหว่งแปลกตา ใครไปถูกช่วงเวลาก็จะได้เจอกับแสงแดดตกกระทบทำมุมสวย ๆ ถ่ายรูปกันเพลินจนต้องระวังจะหลงทาง เพราะเมื่อเข้าไปอยู่ในเส้นทางคดเคี้ยวของตรอกหินแห่งนี้ได้ความรู้สึกเดียวกับการหลงอยู่ในเขาวงกตจริง ๆ 

Garo Hills

Garo Hills
Siju Tourist Lodge และสำรับอาหารเย็น

สำหรับใครที่อยากตามรอยไปเที่ยวถ้ำซีจู แนะนำที่พักที่ใกล้ที่สุด คือ Siju Tourist Lodge เพราะสะดวกในการเดินไปยังถ้ำซีจูได้ภายในเวลา 5 นาที แม้จะต้องแลกมากับบรรยากาศชวนหลอนนิด ๆ กับอาคารขนาด 3 ชั้นที่ตากแดดตากฝนมานานปี ภายนอกจึงดูเก่าคร่ำคร่า ทว่าภายในห้องพักใหญ่โตโอ่โถง สะอาด และสะดวกสบาย มาพร้อมบริการอาหารในแบบโฮมคุ้ก ทำเสิร์ฟร้อน ๆ ทุกมื้อ เข้าถึงบรรยากาศการมาเที่ยวอินเดียอย่างแท้จริง

Garo Hills
ทิวทัศน์ในละแวกถ้ำซีจู

เตรียมตัวก่อนไปเที่ยว Wari Chora และ Siju Cave

  • ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง : ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้ง ระดับน้ำในแม่น้ำจะลดลงหลังฤดูมรสุม ทำให้น้ำใสเป็นสีเขียวมรกตสวยงาม และกระแสน้ำมีความปลอดภัย
  • พาหนะในการเดินทาง : ควรเช่ารถขับเคลื่อนสี่ล้อพร้อมคนขับตั้งแต่จุดเริ่มต้นคือ เมืองกูวาฮาติ ในรัฐอัสสัม หรือเมืองตุรา รัฐเมฆาลัย เพราะเส้นทางในเขตเทือกเขากาโรหลายช่วงเป็นหลุมเป็นบ่อ ลูกรัง และดินโคลน
  • อุปกรณ์ที่ควรมี
    • ไฟฉายคาดหัวและไฟฉายสำรอง จำเป็นมากในการไปเที่ยวถ้ำซีจู เพราะข้างในมืดสนิทและต้องใช้มือปีนป่าย ไม่ควรพึ่งพาแค่แสงจากมือถือ
    • รองเท้าลุยน้ำ
    • ชุดที่เปียกเลอะได้และแห้งไว
    • ถุงกันน้ำ (Dry Bag) สำหรับใส่กล้อง มือถือ และกระเป๋าเงิน 
    • ยาทาป้องกันแมลงหรือทาก โดยเฉพาะช่วงหลังหน้าฝน
    • ยาดม ยาพกพาส่วนตัว และน้ำดื่มขวดพกพา ควรเตรียมอาหารว่างหรือเสบียงติดไว้ เพราะร้านค้าในโซนนี้มีจำกัดมาก

อ้างอิง