ถ้าพูดถึง #ความไม่เท่าเทียม ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาคุณนึกถึงอะไร?
สำหรับบางคนอาจเป็นตอนที่ต้องทำงานบ้านทั้งหมดเพียงคนเดียว เพราะแม่บอกว่านี่เป็นงานของผู้หญิง ในขณะที่พี่ชายนอนเล่นเกมสบายใจเฉิบ หรือเป็นตอนที่คุณรู้สึกว่าโรงเรียนมัธยมในต่างจังหวัดที่คุณเรียนอยู่ ไม่ได้สอนอย่างครอบคลุมพอที่จะทำให้คุณสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยดีๆ ของประเทศได้
เราทุกคนเผชิญหน้ากับ ‘ความไม่เท่าเทียม’ อยู่ตลอดเวลา และอาจมองเห็นมันได้ชัดเจนกว่าหากคุณเป็นฐานของพีระมิด—เป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับ
ความไม่เท่าเทียมเกิดจากอะไร?
สาเหตุของความไม่เท่าเทียมนั้นมีความซับซ้อน บางส่วนมีรากฐานมาจากวัฒนธรรม บางส่วนเป็นผลจากอำนาจนิยมแบบเก่าๆ และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
หากจะมองหาต้นตอ ไม่ต้องสืบลึกไปไหนไกล เพราะความไม่เท่าเทียมเกิดจากสัญชาติญาณของมนุษย์ผู้เป็นยอดนักแบ่งนั่นเอง เมื่อต้องอยู่รวมกันเป็นสังคม เราก็เริ่มแบ่งชนชั้น มีหัวหน้า มีประชาชน มีคนรับใช้ นั่นเป็นบ่อเกิดของความไม่เท่าเทียมในสังคมมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
นอกจากลำดับชนชั้นแล้ว เมื่ออีกกลุ่มคนไปเจอกับอีกกลุ่มคนที่มีความแตกต่างจากพวกพ้องของตัวเอง ก็ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติซึ่งเป็นที่มาของความไม่เท่าเทียมทางเพศ เชื้อชาติ สีผิว การศึกษา รายได้ ฯลฯ นั่นยิ่งย้ำให้เส้นแบ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และยังคงเกิดการแบ่งแยกเช่นนั้นมาอีกหลายๆ ยุค เช่น การเหยียดสีผิว ที่เอื้อให้คนผิวขาวได้รับสิทธิประโยชน์ โอกาส และทรัพยากรที่มากกว่าคนผิวดำ
ความไม่เท่าเทียมมีอยู่ 2 แบบ คือ ความไม่เท่าเทียมด้านเงื่อนไข (Inequality of conditions) และ ความไม่เท่าเทียมกันด้านโอกาส (Inequality of opportunities)
ความไม่เท่าเทียมด้านเงื่อนไข – คือความไม่เท่าเทียมด้านรายได้ ความมั่งคั่ง และการครอบครองวัตถุ เช่น คนรวยก็จะมีหน้ามีตา มีอำนาจในการต่อรองมากกว่าคนจน ความเหลื่อมล้ำเป็นเงื่อนไขใหญ่ๆ ที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
ความไม่เท่าเทียมด้านโอกาส – คือโอกาสในชีวิตที่ไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา สุขภาพ ไปจนถึงการโดนศาลเลือกปฏิบัติตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม
ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) มองว่าความไม่เท่าเทียมเกิดจากกลุ่มที่มีอำนาจมากกว่าครอบงำกลุ่มที่มีอำนาจน้อยกว่า ยิ่งมีความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้สังคมเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ ผู้ที่มีอำนาจก็จะยิ่งกดขี่เพื่อรักษาอำนาจของตนเอาไว้
พวกเขามองว่าการจะหลุดพ้นจากการกดขี่ได้นั้น ต้องอาศัยพลังของอุดมการณ์ ความคิด ค่านิยม โลกทัศน์ใหม่ๆ ที่จะค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวจากการประท้วง ต่อต้าน พูดคุยจนค่อยๆ ทำลายบรรทัดฐานเดิมๆ ให้ค่อยๆ ตายไป นี่เป็นกระบวนการที่เรียกว่า อำนาจทางวัฒนธรรม (Cultural hegemony)
ถึงท้ายที่สุดแล้วเมื่อวัฒนธรรมเก่ามาทดแทนวัฒนธรรมใหม่ ความไม่เท่าเทียมจะหมดไปจากสังคมหรือไม่? เราอาจกล่าวได้ว่า ‘ความเท่าเทียม’ คืออุดมคติและความไม่เท่าเทียมจะยังดำรงอยู่กับเราต่อไป แม้แต่นักประชาธิปไตยในสังคมเสรีนิยมที่มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 20 ก็เชื่อว่าความไม่เท่าเทียมจะยังคงดำรงอยู่ในแม้ในสังคมที่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์แรงกล้า
หากเรายึดเอาความเท่าเทียมเป็นสรณะ นั่นหมายความว่าวิศวกรกับพยาบาลจะต้องได้รับค่าตอบแทนเท่ากัน ซึ่งความจริงจะไม่เป็นเช่นนั้น คนที่ทำงานหนัก หรือมีความสามารถพิเศษจะยังมีรายได้สูงกว่าอาชีพทั่วไป เป้าหมายของการทำให้สังคมเท่าเทียมกว่าเดิม จึงหมายถึงการทำให้มนุษย์ทุกคนมีทรัพยากรเพียงพอที่จะเลือกชีวิตที่พวกเขาพึงพอใจ และนั่นอาจต้องใช้มือของรัฐบาลเข้ามาช่วย
“หน้าที่สำคัญที่สุดของรัฐคือการป้องกันความไม่เท่าเทียมที่เกิดจากโชคชะตา”
ฌอง ฌาค รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) นักปรัชญาด้านความไม่เท่าเทียมในศตวรรษที่ 18 กล่าวไว้เช่นนั้น เขายังเชื่ออีกว่าในสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ คนรวยจะกุมอำนาจทุกอย่างและสร้างบรรทัดฐานต่างๆ ของสังคม แม้กระทั่งกฎหมายก็จะรับใช้แต่ผู้ที่มีอำนาจ และทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมประเด็นอื่นๆ ตามมาอย่างไม่หมดไม่สิ้น
เราไม่มีทางทำให้สังคมเท่าเทียมได้อย่างเป็นอุดมคติ แต่รัฐบาลสามารถยื่นมือเข้ามาเยียวยาความเหลื่อมล้ำและทำให้ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกันได้ เพราะความเท่าเทียมไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเท่ากัน แต่หมายถึงโอกาสที่ทุกคนจะมีปัจจัยต่างๆ ในชีวิตมากพอทีจะเลือกใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง
อ้างอิง
- David Lay Williams.Should we care about inequality? Let’s ask a philosopher.https://wapo.st/39enSu2
- Duncan Ivison.What’s wrong with inequality?.https://bit.ly/39eUXpY
- Ashley Crossman.The Sociology of Social Inequality.https://bit.ly/2PuRpbT