ครั้งสุดท้ายที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล เกิดขึ้นเมื่อไร ?
สำหรับเราเกิดขึ้นเมื่อครั้งเดินทางไปสัมผัสความงามอันลี้ลับ ณ หุบเขาสปีติ (Spiti Valley)
ท่ามกลางภูผาสูงทะมึนที่ดูราวกับจอมปลวกขนาดยักษ์ ยากที่จะมองเห็นสีเขียวของป่าไม้ แต่ง่ายกว่าที่จะพบอารามศักดิ์สิทธิ์ซ่อนตัวอยู่ตามโตรกผา ทำหน้าที่ศูนย์รวมแห่งศรัทธาของคนท้องถิ่นที่ยืนหยัดอยู่ใต้เงาฝนมานานหลายพันปี
“เรากำลังอยู่ในเขต Trans Himalaya” เพื่อนร่วมเดินทางชาวปัญจาบบอกกับเราแบบนั้น ทิ้งให้มนุษย์จากที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาหาคำตอบเอาเองว่า ‘ทรานส์หิมาลายา’ คืออะไร
เราค่อย ๆ ทำความรู้จักทรานส์หิมาลายาไปทีละน้อยบนเส้นทางกว่า 1,500 กิโลเมตร ตลอดระยะเวลา 9 วัน บนพาหนะสองล้อ Royal Enfield Himalayan เพื่อสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ยืนหยัดมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์
วันที่ 1
ออกเดินทางไปยังประตูสู่ ‘สปีติ’
จุดออกตัวของทริปนี้อยู่ที่ จัณฑีครห์ (Chandigarh) เมืองหลวงของรัฐปัญจาบและหรยาณา ซึ่งตั้งอยู่เหนือกรุงนิวเดลีขึ้นไปประมาณ 250 กิโลเมตร ถือเป็นเมืองหลักของการออกเดินทางท่องเที่ยวในเขตภูเขาก็ว่าได้
หลังจากแพ็กสัมภาระบนมอเตอร์ไซค์ให้แน่นหนา พวกเราเดินทางออกจากจัณฑีครห์ในช่วงสาย ใช้เส้นทางมุ่งหน้าไปทาง ชิมลา (Shimla) เมืองหลวงของรัฐหิมาจัลประเทศ ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุราว 43 องศาเซลเซียสในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม รอยัล เอนฟิลด์ ของพวกเราแล่นไปบนทางหลวงสาย NH5 (Hindustan-Tibet Road) และจอดพักกินอาหารมื้อบ่ายที่ นาร์กันดา (Narkanda) เมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของ Hatu Mata Temple วัดไม้แกะสลักโบราณบน Hatu Peak ที่เราเคยไปเยือนเมื่อหลายปีก่อน
เติมพลังเรียบร้อย เร่งออกเดินทางต่อก่อนที่ฟ้าจะมืดจนอาจเป็นอุปสรรคแก่การเดินทางบนถนนที่ต้องลัดเลาะไปตามขุนเขาและหุบเหว โชคดีที่ปลายเดือนพฤษภาคมแบบนี้อยู่ในฤดูร้อนจึงมีช่วงเวลากลางวันยาวนาน แม้จะมาถึง คินนัวร์ (Kinnaur) เอาตอนทุ่มนึงเข้าไปแล้ว ฟ้าก็ยังสว่างพอให้มองเห็นเส้นทางข้างหน้า

พวกเราห้อตะบึงแบบไม่หยุดพักกลางทาง แข่งกับท้องฟ้าที่มืดลงเรื่อย ๆ ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงก็มาถึงจุดหมายปลายทางแรกที่ตั้งเป้าไว้ นั่นคือ Kalpa – Reckong Peo (กัลปา – เรกกอง พีโอ) เมืองคู่แฝดที่ตั้งอยู่เยื้องยอดเขาหิมะศักดิ์สิทธิ์อย่างคินนัวร์ไกรลาส (Kinnaur Kailash) พวกเราเลือกที่พักแบบโฮมสเตย์ในแถบชานเมืองเรกกอง พีโอ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองที่คึกคักด้วยบรรยากาศของร้านค้า ตลาด ร้านอาหาร สถานีรถบัส และสำนักงานราชการ ทั้งยังเป็นจุดที่นักเดินทางชาวต่างชาติทุกคนต้องแวะเพื่อทำใบอนุญาตเข้าเขตจำกัด (Inner Line Permit) หากจะเดินทางต่อไปยัง Spiti Valley ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่จำกัดชายแดน (Inner Line Zone)

วันที่ 2
เช็กอินจุดชมวิวชื่อน่าหวาดเสียว
‘Suicide Point’
เช้าวันรุ่งขึ้น สิ่งแรกที่นักเดินทางชาวต่างชาติอย่างเราต้องทำคือ รีบไปยื่นพาสปอร์ตและจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อขอใบอนุญาตเข้าไปท่องเที่ยวในเขตหุบเขาสปีติ โดยต้องใช้เวลารอเอกสารนานพอสมควร ระหว่างรอจึงมีโอกาสได้พูดคุยทักทายบรรดาไบค์เกอร์และแบ็กแพ็คเกอร์จากทั่วทุกมุมโลกมานั่ง ๆ นอน ๆ รอใบอนุญาตฯ อยู่บริเวณหน้าที่ทำการ

ภาพนักเดินทางพร้อมพาหนะสองล้อคู่ใจหลายร้อยชีวิตเบื้องหน้ายืนยันได้เป็นอย่างดีว่า Spiti Circuit เป็นเส้นทางในฝันของเหล่านักบิดแนวแอดเวนเจอร์และสายทัวริ่งจากทั่วโลก ช่องสารคดีระดับโลกอย่าง History Channel จัดอันดับให้เส้นทางแถบนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางที่อันตรายและน่าตื่นเต้นที่สุดในโลก (World’s Deadliest Roads) ควบคู่ไปกับเส้นทางเลห์-ลาดัก (Leh-Ladakh)

ความฝันของไบค์เกอร์ในการมาขี่มอเตอร์ไซค์ให้ครบรอบวงกลมที่นี่ ไม่ใช่การบิดทำความเร็ว แต่เป็นการได้ผจญภัยบนถนน Off-road ที่เต็มไปด้วยกรวดหินดินทราย มีหลายช่วงบนเส้นทางแล่นข้ามธารน้ำแข็งที่ละลายตัดผ่านถนน ท่ามกลางทิวทัศน์ที่สวยสะพรึงราวกับกำลังขี่มอเตอร์ไซค์อยู่บนดาวดวงอื่น
Spiti Circuit จึงเป็นเหมือนบททดสอบทักษะการขับขี่ที่เหล่าไบค์เกอร์ตั้งใจเดินทางมาเยือนเพื่อท้าทายความสามารถของตัวเอง


เมื่อได้รับใบอนุญาตฯ เรียบร้อย ยังเหลือเวลาอีกครึ่งวันในการสำรวจรอบเมืองกัลปาและเรกกอง พีโอ โดยจุดหมายที่นักท่องเที่ยวทุกคนไม่พลาดก็คือ จุดชมวิว Suicide Point ที่อย่าเพิ่งตกใจไปกับชื่อเรียกขานชวนหวาดเสียว เพราะยังไม่เคยมีใครมากระทำอัตวินิบาตกรรมที่นี่สมชื่อแต่อย่างใด แต่ด้วยความที่ถนนเส้นนี้มีความลาดชันดิ่งลึกจึงถูกเรียกขานด้วยชื่อดังกล่าว โดยในอดีตยังไม่มีการสร้างขอบกั้นทางอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่หลังจากที่นักท่องเที่ยวเริ่มแวะเวียนไปจอดรถถ่ายรูปกันบ่อยขึ้นจึงต้องสร้างจุดชมวิวให้มีรั้วรอบขอบชิด ดีกรีความน่าหวาดเสียวจึงลดลงมานิดหน่อย (แต่ยังชวนหวิววูบสำหรับคนที่กลัวความสูง)


อีกหนึ่งจุดชมวิวที่ต้องขับรถขึ้นเขาไปอีกประมาณเกือบชั่วโมง คือ Chaka Peak ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเขาสำหรับคนที่หลงใหลการเทร็กกิ้ง แต่ถ้าอยากจะแค่ไปชมวิวเฉย ๆ ก็สามารถขับรถขึ้นไปจอดแล้วสัมผัสธรรมชาติบนพื้นที่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 4,570 เมตร ที่งดงามด้วยลำธารเล็ก ๆ ที่ไหลคดเคี้ยวไปบนทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดสายตา โอบล้อมด้วยทิวเขาหิมะขาวโพลน ถือเป็นจุดชมวิวที่คุ้มค่าแก่การเดินทางขึ้นไปเยือน
วันที่ 3
สบตากับร่างไม่เน่าไม่เปื่อยของมัมมี่นักบวชอายุกว่า 500 ปี
ได้เวลาออกเดินทางจากคินนัวร์ไปสู่เขตสปีติที่ต่อให้ไม่มีด่านตรวจระหว่างทาง เราก็สามารถรับรู้ได้ไม่ยากว่ากำลังข้ามไปสู่ดินแดนในเขตเงาฝนที่เรียกว่า Trans Himalaya เพราะทิวทัศน์โดยรอบที่เคยเต็มไปด้วยต้นไม้ใบเขียวบนยอดเขา เริ่มเปลี่ยนเป็นภูเขาหินสีน้ำตาลที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ มีเพียงแม่น้ำไหลเลื้อยอยู่ด้านล่าง และถนนลาดยางอย่างดีที่ทอดยาวไปข้างหน้าไกลสุดสายตา
เหตุผลที่พื้นที่ในแถบ Trans Himalaya เป็นเขตทะเลทรายหนาวที่ทั้งสูงและแห้งแล้ง เพราะอยู่ในเขตเงาฝนด้านหลังเทือกเขาหิมาลัย ทำให้เมฆฝนและมรสุมจากมหาสมุทรอินเดียพัดมาไม่ถึง ‘ทรานส์หิมาลายา’ จึงถูกหล่อเลี้ยงด้วยน้ำละลายจากธารน้ำแข็งเท่านั้น


เราใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงเดินทางมาถึงจุดหมายแรกของวัน นั่นคือ อารามนาโก (Nako Monastery) วัดพุทธทิเบตโบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 หรือมีอายุเก่าแก่กว่า 900 ปี ซึ่งเชื่อกันว่าเกี่ยวโยงกับพระโลซาวา รินเชน ซังโป (Lotsawa Rinchen Zangpo) ภายในอารามสีแดงเลือดหมูแห่งนี้มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ประติมากรรมดินเผา และพระพุทธรูปโบราณที่ทรงคุณค่า ให้ผู้มีศรัทธาได้เข้าไปสักการะ

จากอารามนาโก สามารถเดินลัดเลาะเข้าไปในหมู่บ้านนาโกที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนสไตล์ทิเบตดั้งเดิม รายล้อมด้วยแปลงพืชผลแบบขั้นบันได มีทิวแถวของต้นหลิวพลิ้วไปตามลมตัดกับท้องฟ้าสีคราม เดินเพลิน ๆ ก็มาถึง ทะเลสาบนาโก (Nako Lake) ทะเลสาบน้ำจืดขนาดเล็กกลางหมู่บ้าน ที่เป็นจุดชมวิวและพักผ่อนยอดนิยม โดยในช่วงฤดูหนาวน้ำในทะเลสาบจะกลายเป็นน้ำแข็ง คงเป็นอีกบรรยากาศที่ต่างไปจากฤดูร้อนแบบนี้โดยสิ้นเชิง


เดินทางจากนาโกอีกประมาณหนึ่งชั่วโมง ให้สังเกตข้างทางให้ดี ๆ จะเจอกับป้ายบอกทางไปยัง ‘วัดมัมมี่แห่งสปีติ’ ซึ่งต้องเลี้ยวแยกออกไปจากถนนสายหลัก (NH505) เข้าไปประมาณ 10 กิโลเมตร จึงจะถึงที่ตั้งของ อารามกุเอ (Gue Monastery) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านกุเอ ชายแดนอินเดีย-ทิเบต
ความพิเศษของที่นี่คือ เป็นสถานที่บรรจุสรีระสังขารของ มัมมี่ที่ร่างไม่เน่าเปื่อย ของพระสงฆ์สายพุทธศาสนาทิเบต นามว่า ลามะ สังฆะ เตนซิน (Lama Sangha Tenzin) ซึ่งแม้จะใช้คำว่ามัมมี่เหมือนกับที่อียิปต์ แต่กระบวนการกว่าจะเป็นมัมมี่นั้นแตกต่างกัน เพราะมัมมี่ลามะไม่ได้ผ่านการฉีดยาหรือใช้สารเคมี แต่เป็นมัมมี่ที่เกิดจากการนั่งในท่าสมาธิเพชรตราบจนสิ้นลมหายใจ และร่างกายถูกถนอมไว้โดยธรรมชาติของพื้นที่ในแถบนี้ ซึ่งมีสภาพอากาศแห้ง หนาวเย็น และความกดอากาศสูง


ความพิเศษของมัมมี่ลามะที่ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เคารพบูชาและเชื่อว่าเป็น Living Buddha เป็นเพราะเส้นผม ฟัน และเล็บของสังขารยังคงสมบูรณ์ โดยตามตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ลามะได้เสียสละชีวิตสมาธิเพื่อปกป้องหมู่บ้านจากฝูงแมงป่องและโรคร้าย
มัมมี่ลามะถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อครั้งเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในภูมิภาคสปีติเมื่อปี ค.ศ. 1975 แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้สถูปโบราณพังทลายลง ทำให้ร่างของมัมมี่ถูกเปิดออก แต่เนื่องจากพื้นที่อยู่ในจุดห่างไกลและมีดินทรายทับถม สังขารจึงถูกฝังอยู่ใต้ผืนดินในบริเวณนั้นอีกครั้ง ก่อนที่จะถูกขุดเจออย่างเป็นทางการโดยทหารชายแดน (ITBP) ขณะทำถนนในปี ค.ศ. 2004 และเมื่อนำไปตรวจสอบด้วยกระบวนการ Carbon Dating สามารถระบุได้ว่ามัมมี่ลามะมีอายุย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 15 (ราวปี ค.ศ. 1475 หรือประมาณ 550 ปีมาแล้ว)


เมื่อมีการค้นพบมัมมี่เก่าแก่จึงได้ฤกษ์ก่อสร้างอารามหลังใหม่ให้สง่างามสวยเด่นบนเนินเขา เมื่อขึ้นไปบนอารามจึงสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์หุบเขาหินแบบพาโนรามา ส่วนมัมมี่ลามะได้รับการดูแลรักษาอย่างปลอดภัยภายในตู้กระจกใสในวิหารหลังเล็กที่ผู้คนต่างแวะไปสักการะไม่ขาดสาย

เมื่อครั้งองค์ทะไลลามะองค์ที่ 14 ได้มาประกอบพิธีที่ทาโบ
ขอบคุณวันอันยาวนานของคิมหันตฤดูที่ทำให้เราสามารถแวะไปเยือนอีกหนึ่งที่หมายก่อนจะสิ้นแสงอาทิตย์ นั่นคือ อารามทาโบ (Tabo Monastery) อีกหนึ่งวัดพุทธทิเบตที่สำคัญและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในหุบเขาสปีติ โดยมีอายุมากกว่า 1,000 ปี และได้รับฉายาว่า อชันตาแห่งหิมาลัย เนื่องจากภายในอารามเก่าซึ่งเป็นอาคารดินเหนียวโบราณเป็นที่ประดิษฐานจิตรกรรมฝาผนังแบบเฟรสโก รูปเคารพประติมากรรมดินเผา และภาพวาดมณฑล (Mandala) อันทรงคุณค่า และยังคงสภาพสมบูรณ์คล้ายกับถ้ำอชันตาในอินเดียใต้

แม้จะน่าเสียดายที่เราไปถึงอารามทาโบหลังห้าโมงเย็น จึงไม่มีโอกาสได้เข้าไปชมภายในอาราม (อารามเปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น.) แต่การได้แวะพักร่างพักขาหลังจากนั่งคร่อมบนอานมอเตอร์ไซค์มาทั้งวัน ณ คาเฟ่เล็ก ๆ ด้านหน้าอาราม แล้วปล่อยใจมองท้องฟ้าเวลาหกโมงเย็นที่ยังเป็นสีพาสเทลสดใส โดยมีธงมนต์หลากสีเป็นฉากหน้า ก็ช่วยให้รู้สึกสงบร่มเย็นและหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
ก่อนที่ฟ้าจะมืด เรารีบเร่งลัดเลาะขึ้นไปบนยอดเขาอีกครั้ง โดยต้องขับรถแยกออกจากถนนสายหลัก (NH505) ขึ้นเขาไปประมาณ 8 กิโลเมตร
เพราะคืนนี้เราจะค้างแรมกันบนหมู่บ้านริมหน้าผาที่ชื่อ ดังการ์ (Dhankar)
วันที่ 4
เดินเท้าสู่ทะเลสาบบนยอดเขาที่ชวนให้รู้สึกเหมือนอยู่บนดาวดวงอื่น
จากพื้นที่ที่อากาศร้อนราวกับอยู่ในเตาอบ ผ่านไปเพียง 4 วัน เรากำลังไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนได้มานอนขดตัวในผ้าห่มหนาหนัก เพื่อปกป้องตัวเองจากอากาศหนาวราว 5 องศาเซลเซียสในยามค่ำคืน
ที่พักของเราในหมู่บ้านดังการ์มีชื่อว่า Eay Ma Ho Homestay บ้านทรงกล่องสี่เหลี่ยมสไตล์ทิเบต ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Old Fort หรือป้อมปราการเก่าแห่งดังการ์ เท่ากับว่าเราอยู่บนจุดที่สูงที่สุดในหุบเขาสีน้ำตาลเวิ้งว้างแห่งนี้ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างจึงเห็นภาพบ้านสีขาวหลังเล็กหลังน้อยกระจายตัวลดหลั่นเป็นหย่อม ๆ บนภูเขาสีน้ำตาลที่ดูราวกับจอมปลวกขนาดยักษ์ ซึ่งเป็นภาพจำของสปีติที่นักเดินทางคุ้นตา

แม้จะดูเหมือนเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขา แต่หากถอยเวลากลับไปสู่ศตวรรษที่ 17–19 ดังการ์เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรสปีติ และตัวอารามดังการ์ซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเงื้อมผา เคยถูกใช้งานเป็นทั้งป้อมปราการป้องกันศัตรู ที่ทำการของกษัตริย์ และอารามสงฆ์มาก่อน

ภาพ : mowgli1854
ได้ยินคำว่าอารามหรือป้อมปราการ อย่าจินตนาการถึงขนาดอันโอฬารใหญ่โต เพราะด้วยภูมิประเทศและด้วยเอกลักษณ์ของพุทธแบบทิเบต ทุกอารามในแถบสปีติมักเป็นห้องเล็ก ๆ สร้างเชื่อมต่อกันไปตามสัณฐานของขุนเขา

ดังนั้น เมื่อแรกเห็นอารามดังการ์หลังดั้งเดิม ซึ่งไม่ต่างจากบ้านเรือนในแถบนั้นที่สร้างด้วยดิน ไม้ และโคลน เราจึงต้องถามย้ำซ้ำ ๆ กับทั้งชาวบ้านและลามะ ซึ่งเป็นผู้ดูแลอารามว่าใช่ที่นี่แน่ใช่ไหม ก่อนที่จะเข้าไปสักการะพระพุทธรูปภายในอาราม


ด้วยความที่อารามดังการ์หลังเก่าตั้งอยู่บนผาหินกรวดที่กัดเซาะง่าย องค์กร World Monuments Fund จึงจัดให้อารามแห่งนี้เป็นหนึ่งในมรดกโลกที่เสี่ยงต่อการพังทลายและต้องได้รับการเร่งอนุรักษ์ ปัจจุบันจึงมีการสร้างอารามหลังใหม่ในพื้นที่ด้านล่างซึ่งปลอดภัยกว่า ภายในอารามหลังใหม่มีห้องโถงสวดมนต์โบราณ รูปเคารพพระไวโรจนะพุทธเจ้า (Vairochana) และภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ตามเอกลักษณ์ของพุทธแบบทิเบต

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนดังการ์ คือ การเดินเขาขึ้นไปยัง ทะเลสาบดังการ์ ทะเลสาบน้ำจืดที่ซ่อนตัวอยู่กลางเทือกเขาเงียบสงบ ห่างจากตัวหมู่บ้านราว 2 กิโลเมตร จัดเป็นเส้นทางเดินที่ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป

ภาพ : mowgli1854
ไม่ง่าย เพราะออกซิเจนในแถบนี้เบาบาง ทำให้การออกแรงเดินเพียงไม่กี่ก้าวกลับทำให้รู้สึกเหนื่อยหอบจนต้องหยุดพักบ่อยครั้ง และไม่ยาก เพราะเส้นทางเดินโปร่ง โล่ง มองเห็นทางเดินชัดเจน ไม่ต้องกลัวหลง แค่สาวเท้าไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พักสายตามองไปยังแม่น้ำพิน (Pin River) ด้านล่างที่คดเคี้ยวและสะท้อนสีเงินราวผืนกระจกแวววาว


หลังจากค่อย ๆ ย่างเท้าไปตามเส้นทางที่มีแต่กรวด หิน ดิน ทราย และพุ่มไม้เป็นหย่อม ๆ ได้ราวชั่วโมงครึ่ง ก็มาถึงยังทะเลสาบที่สงบนิ่งราวผืนกระจก มีสถูปองค์เล็กประดิษฐานอยู่ริมทะเลสาบเพื่อให้ผู้มาเยือนได้สักการะตามธรรมเนียม
ใครชอบเดินป่าเดินเขาบ่อย ๆ คงคุ้นเคยกับการมีสุนัขเจ้าถิ่นนำทางหรือกระดิกหางให้การต้อนรับระหว่างเดินขึ้นเขาหรือเมื่อไปถึงยอดแล้ว ทะเลสาบดังการ์เองก็เช่นกันที่มีคู่สุนัขแม่ลูกวิ่งมาหาแขกผู้มาเยือนอย่างเราด้วยความร่าเริงยินดี


พวกเรามาถึงทะเลสาบดังการ์ราวบ่ายโมง สวนทางกับนักท่องเที่ยวเพียง 3 คนที่มาถึงก่อนในตอนเช้า และตลอดระยะเวลาที่เรานั่งซึมซับความเงียบสงบรอบกาย ยังไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ เดินตามขึ้นมา ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสงบที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ความเวิ้งว้างของผืนน้ำตรงหน้าที่มียอดเขาสวมเมฆแทนหมวกเป็นฉากหลัง ไม่มีสรรพเสียงใด ๆ ให้ได้ยิน จึงให้ความรู้สึกราวกับกำลังอยู่บนดาวดวงใหม่ที่ไร้ผู้คน

แนะนำว่าหากอยากสัมผัสโมเมนต์เงียบสงบเป็นส่วนตัว ควรเดินขึ้นไปเยือนทะเลสาบดังการ์ในช่วงครึ่งแรกของวัน เพราะในช่วงบ่ายปริมาณนักท่องเที่ยวจะหนาตากว่า พิสูจน์จากจำนวนผู้คนที่เดินสวนขึ้นไปในตอนที่เรากำลังเดินลงจากเขา ซึ่งกำลังเหนื่อยหอบไม่ต่างจากพวกเราเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว
วันที่ 5
ส่งโปสการ์ดจากที่ทำการไปรษณีย์ที่อยู่สูงที่สุดในโลก
เช้าวันรุ่งขึ้นได้เวลาตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อย้ายไปปักหลักยัง เมืองคาซา (Kaza) ที่อยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งชั่วโมง คาซาถือเป็นเบสแคมป์สำหรับการท่องเที่ยวในแถบสปีติก็ว่าได้ เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังหมู่บ้านไฮไลต์รอบ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Kibber, Hikkim, Langza, Komic รวมถึงแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง Key Monastery

โยนข้าวของไว้ในที่พักเรียบร้อย ไม่โอ้เอ้ให้เสียเวลา ขึ้นคร่อมสองล้อเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายแรกอย่าง พระใหญ่ลังซา (Langza Buddha Statue) พระพุทธรูปองค์ใหญ่สีทองประทับนั่งปางสมาธิที่ปรากฏอยู่ในภาพถ่ายการท่องเที่ยวสปีติที่เห็นจนเจนตา

จากเมืองคาซาซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เราค่อย ๆ ไต่ขึ้นเขาไปตามเส้นทางคดเคี้ยวระยะทางราว 16 กิโลเมตร ตื่นตาตื่นใจกับทิวทัศน์รอบกายที่ราวกับถูกโอบล้อมด้วยผืนผาระดับน้อง ๆ แกรนด์แคนยอนประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงเขตหมู่บ้านลังซา ที่มีองค์พระใหญ่ตั้งโดดเด่นเป็นประธานอยู่กลางหุบเขา
พระพุทธรูปองค์ใหญ่สีส้มสลับเหลืองจนดูมลังเมลืองคล้ายสีทอง ประทับนั่งปางสมาธิองค์นี้เป็นพระรูปของพระศรีอริยเมตตรัย ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่เชื่อว่าองค์พระใหญ่และอารามลังซา (Langza Gompa) ทำหน้าที่ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และคอยปกป้องคุ้มครองดูแลความสงบสุขของชาวหมู่บ้านลังซาและทั่วทั้งหุบเขาสปีติ

หมู่บ้านลังซาแห่งนี้ยังขึ้นชื่อในฐานะ Fossil Village เนื่องจากในอดีตพื้นที่แถบนี้เคยเป็นทะเลทรายใต้ทะเลโบราณ (Tethys Sea) บนพื้นหินรอบ ๆ องค์พระและในหมู่บ้านจึงมักมีการพบซากฟอสซิลหอยและสัตว์ทะเลโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์กระจายอยู่ทั่วไป ใครตาไวลองมองตามพื้นดินเผื่อจะเจอฟอสซิลโบราณเป็นขวัญตา
กราบพระใหญ่และถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเรียบร้อย ออกเดินทางกันต่อสู่จุดหมายถัดไปที่ห่างออกไปอีกเพียงครึ่งชั่วโมง เราก็จะได้กินพิซซ่า ณ ร้านอาหารที่อยู่สูงที่สุดในโลก !

การเดินทางในวันนี้จะวนเวียนอยู่กับคำว่า ‘ที่สุดในโลก’ เยอะหน่อย เพราะเรากำลังเหยียบย่างอยู่บนพื้นที่เหนือระดับน้ำทะเลมากกว่า 4,000 เมตร อย่าง หมู่บ้านโคมิก (Komic) ก็ได้รับการบันทึกว่าเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มีถนนลาดยางข้ามผ่านและเชื่อมต่อถึงกันที่สูงที่สุดในโลก โดยตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 4,587 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล
โคมิกมีจุดเช็กอินสำคัญอย่าง อารามโคมิก (Komic Monastery) ที่ตัวอารามโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมทรงป้อมปราการ และภายในเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์และรูปเคารพเก่าแก่ ด้านข้างเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนในแถบนี้

แต่จุดที่อัดแน่นด้วยนักท่องเที่ยวเยอะกว่าอารามโบราณคือ อาคารด้านล่างซึ่งเป็นที่ตั้งของ World’s Highest Restaurant ที่เป็นทั้งสถานะและชื่อร้านไปในตัว ที่นี่เสิร์ฟฟาสต์ฟู้ดที่ ‘ฟาสต์’ ขนานแท้ เพราะแม้ปริมาณนักท่องเที่ยวจะแน่นขนัด แต่หลังจากต่อคิวสั่งอาหารและเครื่องดื่มไม่ถึง 5 นาที ก็ได้กินพิซซ่าร้อน ๆ กับจิบชาทิเบตอุ่น ๆ คลายหนาวและเพิ่มพลังได้เป็นอย่างดี

อิ่มท้องแล้ว ได้เวลาออกเดินทางต่อสู่จุดหมายที่คนรักการเขียนโปสการ์ดอย่างเรารอคอย นั่นคือ ฮิกกิม (Hikkim) ที่ตั้งของที่ทำการไปรษณีย์ที่อยู่สูงที่สุดในโลก !
ฮิกกิมอยู่ห่างจากโคมิกไปเพียง 10 นาที และด้วยภูมิประเทศของที่นี่ซึ่งมีแต่ขุนเขาสีน้ำตาลโล่ง ๆ จึงสามารถมองเห็นที่ทำการไปรษณีย์สีแดงเด่นได้จากระยะไกล และยิ่งเข้าใกล้ก็เริ่มเห็นร้านขายอาหารเล็ก ๆ ที่ทุกร้านมีโปสการ์ดวางขายละลานตา

เพราะคาดการณ์ว่าที่ฮิกกิมต้องคนเยอะแน่นอน
หลายคนอาจจะคิดค้านในใจว่า ที่นี่เป็นที่ทำการไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในโลกจริงเหรอ ? เพราะมีภูเขาลูกอื่นตั้งมากมายที่สูงกว่านี้ เช่น ที่เบสแคมป์เอเวอเรสต์ฝั่งทิเบต ซึ่งมีตู้ไปรษณีย์ไว้บริการเหมือนกัน
ฮิกกิมเป็นเจ้าของสถิตินี้อย่างเป็นทางการ โดยได้รับการบันทึกจาก Guinness World Records ว่าเป็นที่ทำการไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในโลกที่ยังมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำ โดยตั้งอยู่บนความสูง 4,440 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทั้งยังเป็นสถานีไปรษณีย์ถาวรแห่งเดียวที่เปิดบริการอย่างเป็นทางการตลอดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1983
จุดเริ่มต้นของไปรษณีย์แห่งนี้เปิดขึ้นเพื่อเป็นช่องทางติดต่อสื่อสารและการเงินเพียงแห่งเดียวของชาวบ้านในแถบนี้ โดยมี รินเชน เชอร์ริง (Rinchen Chhering) ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์คนเดียวมาตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน

ที่ทำการไปรษณีย์ฮิกกิมเริ่มมีชื่อเสียงขจรขจายไปนอกหุบเขาราว ๆ ปี ค.ศ. 2010–2015 เนื่องจากการเติบโตของกลุ่มนักท่องเที่ยวสายลุยและกลุ่มขี่มอเตอร์ไซค์ทางไกลในอินเดีย ยิ่งเมื่อมีสารคดีระดับโลกอย่าง BBC Travel และสื่อโซเชียลมีเดียเข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวในปี ค.ศ. 2018 ที่นี่ก็กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของทริปท่องเที่ยวสปีติที่ทุกคนต้องมาเยือน
โดยเฉพาะหลังจากที่ทางการอินเดียได้ทำการปรับปรุงอาคารใหม่ โดยออกแบบตัวอาคารภายนอกเป็นรูปตู้ไปรษณีย์สีแดงยักษ์ ในปี ค.ศ. 2022 ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวสายคอนเทนต์หลั่งไหลมาเช็กอินเพื่อส่งโปสการ์ดกันอย่างถล่มทลายในปัจจุบัน

สำหรับคนที่รักการส่งโปสการ์ดจริง ๆ เราเชื่อว่าคุณคงเตรียมการไว้ล่วงหน้า ทั้งการเลือกซื้อโปสการ์ดใบที่ถูกใจและบรรจงเขียนข้อความถึงคนที่คิดถึง เพื่อที่เมื่อไปถึงฮิกกิมจะได้ตรงเข้าไปต่อคิวรอซื้อแสตมป์แล้วหย่อนใส่ตู้ไปรษณีย์ เพราะหากต้องไปเบียดเสียดแย่งกันซื้อโปสการ์ดแล้วเขียนแบบรีบร้อนที่ฮิกกิม คงต้องเสียอารมณ์อย่างแน่นอน
จุดหมายลำดับถัดไปถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ประจำทริปที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง นั่นคือ อารามคีย์ (Key Monastery) อารามและศาสนสถานของพุทธศาสนาทิเบตที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในหุบเขาสปิติ

ภาพ : mowgli1854
อารามคีย์อยู่ห่างจากฮิกกิมไปราวหนึ่งชั่วโมง เอกลักษณ์เด่นที่เห็นมาแต่ไกล คือ กลุ่มอาคารสีขาวตัดขอบแดงที่ถูกสร้างซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ขึ้นไปตามไหล่เขา คล้ายกล่องปะติดปะต่อกัน ซึ่งเกิดจากการสร้างต่อเติมและซ่อมแซมซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อเนื่องมานานกว่า 1,000 ปี โดยผ่านทั้งการถูกทำลายจากสงคราม ภัยธรรมชาติ และแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1975
ภายในอารามให้อารมณ์เหมือนเดินอยู่ในเขาวงกต เพราะเป็นทางเดินมืด ๆ แคบ ๆ มีห้องทำสมาธิตั้งอยู่ติดกันหลายห้อง และมีห้องพิเศษอยู่หนึ่งห้องที่ทั้งหอมหวลและอบอุ่น เพราะเป็นห้องสำหรับบริการชาสมุนไพร โดยมีท่านลามะคอยตักชาเสิร์ฟอาคันตุกะผู้มาเยือน ด้วยความหอมอร่อยพิเศษไม่เหมือนที่ไหน (ลิ้นไทย ๆ อย่างเรารับรสได้ว่าคล้ายน้ำมะตูม) อาจทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนพากันถามไถ่กับลามะว่า ชานี้ทำจากอะไร จึงมีป้ายแปะบนข้างฝาเป็นภาษาอังกฤษ ถอดความได้ว่า “ชาสมุนไพรเป็นบริการฟรีจากทางวัด ดื่มได้ แต่โปรดอย่าถามสูตร เพราะเป็นสูตรลับที่บอกไม่ได้”
อบอุ่นร่างกายด้วยชาสมุนไพรเป็นที่เรียบร้อย ถึงเวลาเดินออกจากตัวอารามแล้วไต่ระดับความสูงขึ้นไปยังเนินเขาด้านหลัง เพื่อบันทึกภาพความงดงามของอารามคีย์เป็นที่ระลึก และเหมือนเป็นเครื่องยืนยันว่าเราได้มาถึงสปีติแล้วจริง ๆ

ภาพ : mowgli1854
วันอันแสนยาวนานยังไม่จบ ไปต่อกันที่อีกหนึ่งความเป็นที่สุดอย่าง สะพานชิชัม (Chicham Bridge) สะพานแขวนที่สูงที่สุดในเอเชีย !
สะพานชิชัมอยู่ห่างจากอารามคีย์ไปเกือบชั่วโมง เมื่อไปถึงก็จะพบกับการจราจรที่ขวักไขว่ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ต่างขับสวนกันไปมาคันละหลายรอบ เพราะต่างคนต่างก็อยากบันทึกทั้งภาพและวิดีโอขณะกำลังแล่นไปบนสะพานแขวนสีเขียวเหลืองที่พาดผ่านระหว่างเหวลึกกว่า 150 เมตร ที่แค่มองลงไปก็รู้สึกขาสั่นและใจหวิว


ความสูงจากพื้นเหวขึ้นมาถึงตัวสะพานอยู่ที่ประมาณ 150 เมตร
ขนาดเดินบนสะพานแขวนที่แข็งแรงแน่นหนายังรู้สึกหวาดเสียงได้ขนาดนี้ คิดดูว่าก่อนที่จะมีการสร้างสะพานแห่งนี้ขึ้น (ใช้เวลาสร้างนานถึง 15 ปี !) และเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2017 ในอดีต ชาวบ้านที่ต้องเดินทางระหว่าง หมู่บ้านคิบบอร์ (Kibber) กับ หมู่บ้านชิชัม (Chicham) จะต้องเดินอ้อมหุบเหวนานถึง 2–3 ชั่วโมง ไม่อย่างนั้นก็ต้องใช้วิธีขึ้นกระเช้าสลิง (Jhula) ที่แกว่งไกวระหว่างข้ามระหว่างหุบเหวลึกเพื่อไปถึงอีกฝั่งแบบทันใจ ลองหาคลิปชาวบ้านขึ้นกระเช้าข้ามเหวดูได้ทาง Youtube บอกเลยว่าระทึกใจมาก !

อีกหนึ่งสถานที่ที่พวกเราไม่ได้แวะไปเที่ยวแบบเป็นกิจจะลักษณะ คือ หมู่บ้านคิบบอร์ (Kibber) ซึ่งอยู่ก่อนถึงสะพานแขวนชิชัมราว 5 กิโลเมตร ในอดีต คิบบอร์เคยได้รับการบันทึกว่าเป็นหมู่บ้านที่สูงที่สุดในโลกที่มีถนนลาดยางข้ามผ่านและไฟฟ้าเข้าถึง ก่อนที่สถิตินี้จะถูกทำลายโดยหมู่บ้านโคมิก
คิบบอร์เป็นจุดหมายในดวงใจของผู้ที่รักการถ่ายภาพสัตว์ป่า เพราะที่นี่อยู่ในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าคิบบอร์(Kibber Wildlife Sanctuary) และเป็นบ้านของเสือดาวหิมะ (Snow Leopard) โดยในช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนมกราคมจนถึงมีนาคม ช่างภาพและนักวิจัยจากทั่วโลกจะเดินทางมาปักหลักที่นี่เพื่อทำทริปเทร็กกิ้งตามหาและถ่ายภาพเสือดาวหิมะ รวมถึงสัตว์ป่าหายากอื่น ๆ เช่น แพะภูเขาไอเบกซ์ (Himalayan Ibex) และหมาป่าทิเบต
สำหรับนักเดินทางที่สัญจรผ่านมาอย่างเรา แค่ได้บันทึกภาพสีสันของบ้านเรือนแบบทิเบตที่เรียงรายอยู่ติดกันโดยมีเมฆและท้องฟ้าเป็นฉากหลัง ก็คุ้มค่าแล้ว

วันที่ 6
ผจญภัยบนเส้นทางวิบากข้ามช่องเขาหิมะ
‘Kunzum Pass’
วันนี้เราตื่นกันแต่เช้าตรู่ โดยจะต้องเติมน้ำมันให้เต็มถังและเดินทางออกจากคาซาไม่เกิน 8 โมงเช้า เพื่อมุ่งหน้าสู่ ช่องเขากุนซุม (Kunzum Pass) หนึ่งในเส้นทางโรดทริปที่สวยงาม ตื่นตาตื่นใจ และท้าทายที่สุดในหุบเขาสปีติ

พวกเรามุ่งหน้าขึ้นเหนือตามถนนสายหลัก NH505 ขับเลียบไปตามแม่น้ำสปีติ ขนานไปกับตลิ่งขนาดมหึมาที่มีลักษณะทางธรณีวิทยาสวย ลึกลับ แปลกตา จากการถูกกัดเซาะจนเกิดเป็นร่องแล้งและเสาหินที่ตอกย้ำความรู้สึกเหมือนอยู่บนดวงจันทร์ ดาวอังคาร หรือที่ไหนก็ตามที่ไม่ใช่โลกใบนี้

เรามุ่งหน้าผ่านความเวิ้งว้างไปเรื่อย ๆ จนไปเจอกับจุดตรวจเอกสารผ่านทางที่หมู่บ้าน Losar ซึ่งเป็นหมู่บ้านสุดท้ายของหุบเขาสปีติ ก่อนจะขึ้นสู่ช่องเขากุนซุม ซึ่งถนนค่อย ๆ ชันขึ้นและคดเคี้ยวไปตามไหล่เขาที่เริ่มมีหิมะหนาขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องออกเดินทางแต่เช้าตรู่ เพราะในช่วงบ่าย น้ำหิมะบนยอดเขาจะละลายลงมาจนเกิดเป็นลำธารตัดผ่านถนน ทำให้บางช่วงมีระดับน้ำสูงและไหลเชี่ยวจนอาจแล่นผ่านไปได้ยาก

ช่องเขากุนซุมจะเปิดให้สัญจรได้เฉพาะช่วงฤดูร้อน คือ ตั้งแต่ประมาณปลายเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ส่วนในฤดูหนาว เส้นทางนี้จะถูกปิดตาย เนื่องจากหิมะตกหนัก ดังนั้น ช่วงเวลาที่พวกเราเดินทางมายังช่องเขากุนซุมในตอนต้นเดือนมิถุนายนจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะเป็นที่สุด เนื่องจากเส้นทางเพิ่งเปิดมาได้ราวหนึ่งสัปดาห์ จึงมีรอยล้อจากพาหนะที่เดินทางมาก่อนหน้านี้ทำหน้าที่กรุยทางให้เส้นทางชัดเจนขึ้น ซึ่งหากมาเที่ยวที่นี่ช้าไปกว่านี้ ปริมาณนักท่องเที่ยวจะมาที่นี่เยอะเกินไปจนทำให้ถนนเละ เป็นอุปสรรคต่อการขับขี่
แม้เราจะมาเยือนที่นี่ในช่วงที่ถือว่าเหมาะเหม็งสุด ๆ ยังใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมงบนเส้นทางสายกรวด หิน หิมะ และธารน้ำไหล กว่าจะค่อย ๆ ไต่ระดับมาจนถึงจุดสูงสุดที่เป็นเขตรอยต่อระหว่างหุบเขาสปีติ (Spiti Valley) และหุบเขาละฮอล (Lahaul Valley) ซึ่งเป็นที่ตั้งของ สถูปกุนซุมและวัดพระแม่กุนซุม (Kunzum Mata Temple) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งนักเดินทางนิยมขับรถเวียนขวารอบองค์สถูป 3 รอบ เพื่อขอพรให้เดินทางปลอดภัย


พวกเราวาดขาลงจากอานมอเตอร์ไซค์ เพื่อเข้าไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขา อธิษฐานขอบคุณสิ่งใดก็ตามที่ช่วยให้เดินทางมาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัย และขอให้ช่วยคุ้มครองกันต่อตลอดเส้นทางที่เหลือ


เราใช้เวลาบนช่องเขากุนซุมไม่นานมาก เพราะแม้แสงแดดจะแรงกล้า แต่อากาศหนาวจัดและลมพัดแรงมาก เมื่อเห็นสมควรแก่เวลาจึงออกเดินทางต่อ คราวนี้เป็นเส้นทางที่ต้องค่อย ๆ ลัดเลาะลงเขา ซึ่งต้องอาศัยความระมัดระวังไม่แพ้ขาขึ้น เพราะถนนเริ่มเป็นหลุมเป็นบ่อจากปริมาณยานพาหนะจำนวนมากที่แล่นขึ้น-ลงที่นี่ติดต่อกันนานหลายสิบวัน บวกกับเป็นเวลาเที่ยงวัน หิมะเริ่มละลาย ทำให้เกิดธารน้ำตัดผ่านถนนหลายแห่ง แน่นอนว่ารองเท้าของไบค์เกอร์เริ่มชุ่มน้ำขึ้นทีละน้อย

ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงก็มาถึงยังจุดเติมพลังหนึ่งเดียวในหุบเขา นั่นคือ Chacha Chachi Dhaba แปลเป็นไทยง่าย ๆ ได้ความว่า ‘ร้านลุงกับป้าขายข้าวริมทาง’ ร้านอาหารริมทางและที่พักชั่วคราวระดับตำนานที่เปรียบเสมือนโอเอซิสบนเส้นทางนี้ เพราะตลอดระยะหลายสิบกิโลเมตรที่ผ่านมา ไม่มีทั้งหมู่บ้าน ปั๊มน้ำมัน และสัญญาณโทรศัพท์ มีเพียงร้านลุงกับป้าเท่านั้นที่ให้บริการอาหารและที่พักชั่วคราวแก่ผู้สัญจรมานานกว่า 40 ปี
พวกเรากินข้าวราดแกงถั่วกันคนละจาน แวะเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ก่อนออกเดินทางต่อไปยัง ลาฮุล (Lahaul) โดยไม่ได้แวะเข้าไปเที่ยว ทะเลสาบจันทรา (Chandra Taal) สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้น ๆ ที่ทุกคนดั้นด้นไปเยือน เพราะคะเนจากปริมาณรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ที่มุ่งหน้าไปยังทะเลสาบแล้ว รถคงติดบนเขายาวเป็นแพ และอาจทำให้ทะเลสาบสีฟ้ารูปเสี้ยวจันทร์สวยน้อยลงกว่าที่คาดหวัง การตัดใจไม่ไปเยือนจึงง่ายกว่า
วันที่ 7
ขี่รถฝ่าฝูงแกะมุ่งหน้าสู่ Shinkhun La
เช้านี้เราตื่นนอนใต้ผ้าห่มอุ่นในบ้าน Yellow Treasure ที่ตั้งอยู่ประชิดขุนเขาในเมืองลาฮุล หลังจากที่เมื่อวานใช้เวลา 1 วันเต็มบนมอเตอร์ไซค์ ตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึง 5 โมงครึ่ง บนเส้นทางสายวิบากที่ไม่มีทางเรียบเลยแม้แต่กิโลเมตรเดียว พลอยทำให้รู้สึกร้าวรานราวกับกระดูกรองนั่งกำลังร้องขอชีวิต
จริง ๆ แล้วตามแผนเดิม หลังหลุดมาจากช่องเขากุนซุมได้แล้ว เราจะลอด อุโมงค์อะตัล (Atal Tunnel) เพื่อกลับเข้าสู่เมืองมะนาลีอันเป็นเส้นทางขากลับ แต่หลังจากหยุดพักจิบจัยและเสิร์ชหาข้อมูลระหว่างทางก็ค้นพบว่าในลาฮุลมีช่องเขาที่น่าไปปักหมุดอีก 2 แห่ง พวกเราเลยเปลี่ยนแผนมาพักผ่อนในลาฮุลต่ออีก 2 คืนที่บ้านขุมทรัพย์สีเหลืองแห่งนี้ ที่ในละแวกบ้านก็มี ‘ขุมทรัพย์’ อยู่จริง ๆ

ขุมทรัพย์ที่ว่าก็คือ ป้อมกอนธลา (Gondhla Fort) หอคอยสูง 7 ชั้นที่สร้างขึ้นในช่วงประมาณ ค.ศ. 1700 โดยตระกูลเจ้าเมืองท้องถิ่น หอสูงทำจากไม้และหินเข้าสลักกันโดยไม่ใช้ตะปูยึดแม้แต่ตัวเดียวแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบ กฐกูนี (Kath Kuni) ที่ปกติจะพบเห็นได้ตามหุบเขาตอนล่าง เช่น Kullu, Shimla หรือ Mandi ป้อมกอนธลาจึงถือเป็นหอคอยทรงกฐกูนีเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่สูงถึงระดับ 3,160 เมตรกลางหุบเขาละฮุล ท่ามกลางสถาปัตยกรรมแบบทิเบตที่มักสร้างด้วยอิฐดิน
มีป้อมโบราณหายากอยู่หลังบ้านแบบนี้ จะไม่ให้เรียกว่าขุมทรัพย์ได้อย่างไร
สำหรับจุดหมายประจำวันนี้ คือ ชินกุน ลา (Shinkun La) ช่องเขาสูงทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งในแถบเทือกเขาหิมาลัย โดยตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 5,053 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำหน้าที่เป็นจุดแบ่งเขตรอยต่อระหว่างหุบเขาลาฮุลในรัฐหิมาจัลประเทศ กับหุบเขาซานสการ์ (Zanskar Valley) ในเขตรักษาการลาดัก (Ladakh)
แม้ ชินกุน ลา จะอยู่ห่างจากหมู่บ้านกอนธลาถึงราว 80 กิโลเมตร แต่พวกเราไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เพราะเส้นทางเป็นถนนลาดยางอย่างดีตลอดสาย จึงสามารถดื่มด่ำกับวิวขุนเขาที่กลับมามีสีเขียวสดชื่นตลอดทาง หลังจากอยู่ในดินแดนสีน้ำตาลที่สปีติมานานหลายวัน

หนึ่งในสิ่งที่พบเจอได้บ่อย ๆ บนถนนหนทางในเขตหิมาจัลประเทศ ก็คือ ฝูงแพะและแกะหลายร้อยตัวเดินตัดผ่านถนน โดยอยู่ในการควบคุมดูแลของ Ghaddis ชนเผ่ากึ่งเร่ร่อน ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณหุบเขาและพื้นที่สูงในแถบเทือกเขาหิมาลัย โดยเฉพาะในรัฐหิมาจัลประเทศกับจัมมูและแคชเมียร์
เกือบทั้งชีวิตของ Ghaddis คือ การเร่ร่อนเลี้ยงแกะ (ในฝูงจะมีแพะผสมเล็กน้อย พร้อมหมาประจำฝูงอีก 2-5 ตัว) พวกเขาจะต้อนฝูงแกะให้เดินข้ามเขาไปเรื่อย ๆ เพื่อให้แกะหยุดพักกินหญ้าระหว่างทาง โดยในแต่ละปี พวกเขาจะหยุดเร่ร่อนเลี้ยงแกะราวหนึ่งเดือน เพื่อกลับไปเยี่ยมบ้าน โดยก่อนออกเดินทาง (ส่วนมากจะเป็นการเดินเท้าไปเรื่อย ๆ) กลับบ้าน คนเลี้ยงแกะจะแจ้งข่าวให้ทางบ้านรู้ก่อนล่วงหน้า 3 เดือน เพราะต้องเผื่อเวลากว่าจะเดินไปถึง
ชนเผ่าเลี้ยงแกะจึงเป็นมนุษย์พันธุ์แกร่งผู้สามารถกินและนอนในป่าได้สบาย ๆ อาบน้ำแค่ปีละหน อาหารที่กินคือโรตีแผ่นหนาพิเศษ ชนิดที่คนธรรมดากินแผ่นเดียวยังแทบจะไม่หมด แต่พวกเขาสามารถกินโรตีแผ่นหนาถึงมื้อละ 6 แผ่น และกินนมแพะเป็นหลัก พร้อมกับนำนมแพะมาทำชีสและประกอบอาหาร ซึ่งให้พลังงานสูงมาก เนื่องจากพวกเขาต้องใช้แรงในการเดินตราบเท่าชีวิตจะหาไม่

แล้วทำไมฝูงแกะต้องมาเดินตัดถนน ทำไมไม่ไปเดินในป่า ? เพราะนี่เป็นเส้นทางเดินของพวกเขามาตั้งแต่โบร่ำโบราณ คล้ายกับช้างป่าของไทย บรรพบุรุษเดินเส้นทางไหนก็ลูกหลานต้องใช้เส้นทางนั้นต่อไป คนรุ่นหลังอย่างเราต่างหากที่ไปตัดถนนทับเส้นทางสัญจรมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ของพวกเขา ใครไปเที่ยวในแถบนี้แล้วเจอฝูงแกะ แพะ วัว ฯลฯ ขวางถนนก็อย่าเพิ่งหัวเสีย เพราะนี่เป็นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่ควรดีใจที่ได้พบเจอ เพราะนับวันจะยิ่งหายากขึ้นทุกที และต่อไปหากไม่มีชนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงแกะเหลืออยู่ ธรรมชาติจะยิ่งเสียศูนย์มากไปกว่าเดิม

เราไม่ได้นับว่าเจอแกะระหว่างทางไปกี่ฝูง รู้แต่ว่าใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงก็ไต่ระดับความสูงถอยห่างจากขุนเขาสีเขียวมาอยู่ท่ามกลางถนนที่ผ่ากลางหิมะ (อีกแล้ว) รอบตัวขาวโพลนจนแสบตา
ไม่นานนัก เราก็มาถึงยัง Shinkun La Top ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเขตรอยต่อระหว่างหุบเขาลาฮุลกับหุบเขาซานสการ์ บริเวณนี้คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาต่อคิวรอถ่ายรูปคู่กับธงมนต์หลากสีที่ผูกทับ ๆ กันบนป้าย Shinku La Top แน่นอนว่าไบค์เกอร์ทุกรายจะต้องถ่ายภาพกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจของพวกเขาเป็นที่ระลึก ในฐานะที่ฝ่าฟันอุปสรรคด้วยกันมาตลอดเส้นทางหลายพันกิโลเมตร

เส้นทางสายหิมะยังไม่จบ เพราะยังมีอีกหนึ่ง ‘La’ รอพวกเราอยู่ในวันพรุ่งนี้
*คำว่า La หมายถึง Pass หรือช่องเขา เช่นเดียวกับ Kunzum Pass ที่คนอินเดียจะนิยมเรียกกันว่า Kunzum La
วันที่ 8
เช็กอินทะเลสาบน้ำแข็งแห่งช่องเขา Baralacha
เช้านี้คล้ายกับเมื่อวานตรงที่ไม่ต้องรีบร้อนลุกจากเตียง สามารถอ้อยอิ่งกินอาหารเช้าแบบสบาย ๆ แล้วให้ ‘หิมาลายัน’ คู่ใจ พาพวกเราเคลื่อนตัวผ่านเมืองคีย์ลอง (Keylong) และจิสปา (Jispa) สู่ดินแดนหิมะด้วยระยะทางที่ไกลกว่าเมื่อวานเล็กน้อย คือ ประมาณ 90 กิโลเมตร มุ่งหน้าสู่ บาราลักชา ลา (Baralacha La) ช่องเขาที่เชื่อมต่อระหว่างหุบเขาลาฮุลกับภูมิภาคลาดัก ที่ระดับความสูง 4,890 เมตร
คำว่า Baralacha หมายถึง ช่องเขาที่มีทางเดินสี่ทิศ เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อของเทือกเขาสำคัญ 3 สาย ได้แก่ Zanskar, Pir Panjal และ Great Himalayas โดยน้ำจากการละลายของธารน้ำแข็งและหิมะรอบ ๆ ช่องเขา
ได้กลายเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญหลายสายในภูมิภาคนี้

ก่อนจะถึงจุดสูงสุดบนช่องเขาเพียงไม่กี่กิโลเมตร รถทุกคันจะต้องแวะเช็กอินที่ ทะเลสาบสุรัช (Suraj Tal) หรือทะเลสาบพระอาทิตย์ โดยอัตโนมัติ ทะเลสาบน้ำจืดศักดิ์สิทธิ์รูปทรงหยดน้ำแห่งนี้ถือเป็นทะเลสาบที่อยู่สูงเป็นอันดับ 3 ของอินเดีย โดยในช่วงต้นฤดูร้อนที่เราไปเยือน ผิวน้ำยังคงเป็นน้ำแข็งและล้อมรอบด้วยกำแพงหิมะขาวโพลน จอดรถถ่ายรูปพอเป็นพิธีแล้วรีบหนีหนีหนาวไปสู่จุดหมายปลายทางที่รออยู่ไม่ไกล

บรรยากาศบริเวณ Baralacha La Top คึกคักกว่าที่ Shinku La Top โดดเด่นด้วยป้ายชื่อสถานที่สำหรับเช็กอินสีสันฉูดฉาด โดยมีครอบครัวชาวอินเดียพากันสนุกสนานกับสารพัดกิจกรรมบนพื้นผิวหิมะแบบไม่สะทกสะท้านต่ออากาศหนาวเย็นยะเยือก

ตลอดสองวันของการขับรถขึ้นมาเยือนช่องเขาสูงที่สุดทั้งสองแห่ง สังเกตว่ามีรถยนต์หลายคันแวะจอดข้างทางเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวลงมาอาเจียน ส่วนใหญ่มักเป็นเด็กกับผู้หญิง คาดว่าน่าจะเกิดจากอาการแพ้ความสูง (Acute Mountain Sickness หรือ AMS) ที่มีสาเหตุจากการที่ร่างกายปรับตัวตามความกดอากาศและระดับออกซิเจนที่ลดลงอย่างรวดเร็วไม่ทัน
ด้วยความที่พวกเราขี่รถไปด้วย แวะจอดพักเที่ยวไปด้วย แบบค่อย ๆ ไต่ระดับความสูงไปทีละน้อยมาตลอดสัปดาห์ จึงเป็นการปรับสภาพร่างกายไปในตัว ทำให้ไม่เกิดอาการแพ้ความสูง แนะนำว่าใครอยากไปเที่ยวในเขตพื้นที่สูงหลายพันเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ไม่ควรเที่ยวแบบรีบร้อน ค่อย ๆ รื่นรมย์ไปกับความสวยงามระหว่างทางจะได้เป็นการป้องกันการเกิดอาการแพ้ความสูงไปในตัว

ก่อนกลับไปยังบ้านพัก เราแวะเมืองคีย์ลอง ซึ่งเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางบริหารของเขตลาฮุล เพื่อขี่รถวนเวียนขึ้นเขาไปอีกราว 5 กิโลเมตร เพื่อไปยัง วัดชาชูร์ (Shashur Monastery) หนึ่งในอารามพุทธมหายานโบราณที่สำคัญที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 โดยเป็นวัดที่มีสายสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับศิลปวัฒนธรรมภูฏาน
คำว่า Shashur ในภาษาท้องถิ่นแปลว่า ท่ามกลางป่าสนบลูไพน์ เนื่องจากวัดตั้งอยู่บนเนินเขาสูงที่โอบล้อมด้วยผืนป่าสน จึงเป็นอีกจุดที่สามารถชมวิวสวย ๆ ของขุนเขาในแถบลาฮุลได้กว้างไกลสุดสายตา
มีอีกเรื่องที่เราเพิ่งรู้หลังจากกลับมาแล้ว ก็คือ ที่วัดชาชูร์มีตำนานอัศจรรย์โดยเล่ากันว่าเมื่อครั้งที่ลามะ เทวา เกียโช (Lama Deva Gyatsho) ผู้ก่อสร้างวัดแห่งนี้มรณภาพและได้รับการฌาปนกิจ แต่หัวใจของท่านกลับไม่ถูกไฟเผาไหม้ จึงได้มีการอัญเชิญหัวใจดวงนั้นประดิษฐานไว้ภายในรูปเคารพสีดำของท่านภายในวัด ใครมีโอกาสตามรอยเที่ยว อย่าลืมไปกราบหัวใจของท่านลามะเพื่อความเป็นสิริมงคล
วันที่ 9
ลอดอุโมงค์ทางหลวงที่ยาวที่สุดในโลกสู่ทางกลับบ้าน
เช้าวันสุดท้ายของการรอนแรมในขุนเขา เราเดินทางออกจากลาฮอลเพื่อข้ามไปยังมะนาลี (Manali) โดยใช้เส้นทาง อุโมงค์อตัล (Atal Tunnel) ที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะถ่ายรูปตรงปากทางเข้ากันอุโมงค์กันอย่างคึกคัก เพราะเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของชาวภารัต ด้วยความที่อุโมงค์แห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 10 ปี และเพิ่งเปิดใช้เมื่อปี ค.ศ. 2020 จึงถือเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่ควรค่าแก่การถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก
เมื่อแล่นเข้าไปภายในอุโมงค์จะมีการจำกัดความเร็ว และมีสัญญาณไฟตัวเลขบอกเส้นทางเป็นระยะ ๆ ว่าอีกกี่กิโลเมตรจะถึงทางออก เมื่อเราเหลือบตาไปมองสัญญาณไฟตัวเลขขณะเพิ่งเริ่มแล่นเข้าไปในอุโมงค์ กิโลเมตรที่ปรากฏให้เห็น คือ “อีก 8.5 กม. ถึงทางออก”
แปลว่าอุโมงค์นี้ยาวเกือบ 10 กิโลเมตร !
ไม่แปลกใจอีกต่อไปที่ Atal Tunnel (เดิมชื่อ Rohtang Tunnel) จะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในโครงการวิศวกรรมทางหลวงระดับมหากาพย์ของอินเดีย ที่ปฏิวัติต้นทุน เวลา และวิถีชีวิตของการเดินทางในภูมิภาคหิมาลัยไปอย่างสิ้นเชิง

โดยในอดีต การเดินทางจากฝั่งมะนาลีไปยังลาฮุล สปีติ และลาดัก ต้องข้ามช่องเขาโรห์ตัง (Rohtang Pass) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย พายุหิมะ และดินสไลด์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเมษายน หิมะจะตกทับถมสูงหลายเมตรจนต้องปิดช่องเขา ส่งผลให้ชาวเมืองในหุบเขาลาฮุลถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
แนวคิดในการเจาะอุโมงค์ทะลุเทือกเขา Pir Panjal จึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1980 ก่อนจะได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการในยุคของนายกรัฐมนตรี Atal Bihari Vajpayee จึงได้นำชื่อของท่านมาตั้งเป็นชื่ออุโมงค์ในภายหลัง และเริ่มลงมือก่อสร้างโดยองค์กรถนนชายแดน (Border Roads Organisation – BRO) สำเร็จลุล่วงออกมาเป็น Atal Tunnel มีความยาวทั้งสิ้น 9.02 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงเกิน 3,000 เมตร จึงได้รับการรับรองเป็นอุโมงค์ทางหลวงสี่เหลี่ยมเลนเดียว (Single-tube Highway) ที่ยาวที่สุดในโลก
ก่อนจบทริปขออวยยศให้แก่ BRO ที่เป็นส่วนสำคัญในการทำให้ทริปขับรถเที่ยวภูเขาดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
ใครไปเที่ยวอินเดียบ่อยจะพบว่าถนนหนทางในอินเดียส่วนใหญ่มักเป็นหลุมเป็นบ่อ มีการปิดทางซ่อมสร้างอยู่เป็นนิจ โดยเฉพาะในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ ในขณะที่เมื่อเดินทางมาถึงเขตภูเขาสูงแถบชายแดน คุณภาพท้องถนนกลับดีงามสุด ๆ นั่นเป็นเพราะฝีมือของทีม BRO ล้วน ๆ
BRO หรือ Border Roads Organisation คือองค์การรักษาความปลอดภัยและพัฒนาพื้นที่ชายแดนของอินเดีย ถือเป็นหน่วยงานระดับชาติภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหม มีหน้าที่หลักในการสร้างและดูแลรักษาโครงสร้างพื้นฐาน หนึ่งในนั้นคือ การสร้างถนนในเขตพื้นที่สูงและอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ภาพ : mowgli1854
อีกหนึ่งภารกิจของทีม BRO ที่เท่พอ ๆ กับการตัดถนน นั่นคือ การขยันคิดคำขวัญคำคมมาผลิตเป็นป้ายริมทางเพื่อสร้างเสริมกำลังใจและเตือนสติผู้ใช้ยวดยานให้ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ในฐานะคนซ้อนท้ายอย่างเรา (คิดว่าคนขับไม่น่าจะอ่านทัน เพราะต้องโฟกัสอยู่กับทุกหัวโค้ง) การได้อ่านคำปลุกใจของทีม BRO ที่มีให้เห็นตั้งแต่เริ่มเข้าเขตสปีติ (ซึ่งจะเป็นป้ายสีเหลือง) จนข้ามมาถึงเขตลาฮอล (เปลี่ยนเป็นป้ายสีเขียว) ถือเป็นความบันเทิงที่ดีที่สุดขณะเดินทางบนพาหนะสองล้อที่ไม่มีกิจกรรมอะไรให้ทำมากไปกว่าการมองวิวสองข้างทาง
ตัวอย่างคำคมของชาว BRO อาทิ “Reach Home in Peace, Not in Pieces”, “It’s not a Rally, Enjoy the Valley”, “Mountains are Pleasure If You Drive with Leisure”, “Better Lose One Minute in Life than Lose Life in One Minute” ฯลฯ
ป้ายคำคมที่คมสุด ๆ สำหรับเรา ต้องยกให้นิยามตัวตนของ BRO ที่ว่า “We cut mountains but connect hearts and states” – เราตัดภูเขาเพื่อเชื่อมโยงหัวใจของประชาชนและรัฐเข้าด้วยกัน คมกริ๊บ !
หลังจากใช้เวลาอยู่ในอุโมงค์อตัลราว 10 นาที ก็ข้ามมาสู่เขตมะนาลี ภาพภูเขาหินสีน้ำตาลเวิ้งว้างอันตรธานหายไป กลายเป็นป่าสนสีเขียวชอุ่ม พวกเราเคยมาเที่ยวมะนาลีกันแล้วจึงไม่แวะที่ไหนอีก เลือกที่จะออกเดินทางรวดเดียวกลับสู่ที่ราบแห่งเมืองจัณฑีครห์ เป็นอันสิ้นสุดเส้นทางสายวงกลมที่เปลี่ยนผ่านภูมิประเทศและวัฒนธรรมอย่างสุดขั้วในทริปเดียว

เสื้อตัวนี้ซื้อที่ร้านขายของที่ระลึกในอารามคีย์
เตรียมตัวก่อนขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยว Spiti Circuit
- ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยว Spiti Circuit คือ กลางเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน ถือเป็นช่วงเวลาเดียวในรอบปีที่เส้นทางวงกลม (Circuit) เปิดครบ 100%
- ควรทานยาป้องกันและบรรเทาอาการแพ้ความสูง ได้แก่ ยา Acetazolamide (ชื่อการค้าคือ Diamox) ก่อนเข้าเขตภูเขาสูง 1 วัน (สำหรับเราเริ่มกินยาเม็ดแรกตอนอยู่ที่เมืองเรกกอง พีโอ)
- ควรมีประสบการณ์ขี่หรือซ้อนมอเตอร์ไซค์เที่ยวทางไกลมาก่อน เพราะทริปนี้จะต้องใช้ชีวิตบนมอเตอร์ไซค์วันละหลายชั่วโมงติดต่อกัน หากไม่เคยนั่งมอเตอร์ไซค์ทางไกลอาจเกิดอาการเมื่อยล้าหรือบาดเจ็บได้
- เส้นทางนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะมอเตอร์ไซค์ สามารถใช้บริการไกด์พร้อมคนขับรถได้ตามความสะดวก