life

ซีซันนี้อาจจะเป็นซีซันสุดท้ายที่เราจะมีโอกาสได้เล่าเรื่องแบบนี้ 

บอล – ทายาท เดชเสถียร หล่นประโยคนี้ออกมาระหว่างบทสนทนาถึงทิศทางในอนาคตของรายการ หนังพาไป สารคดีท่องเที่ยวที่ผ่านการเดินทางมาครบ 10 ปี และกำลังจะมีซีซันใหม่ให้แฟนรายการได้ติดตามกลางปีนี้ 

หากใครติดตามบทสัมภาษณ์ของทั้งบอลและ ยอด  พิศาล แสงจันทร์ อยู่เนืองๆ จะพบว่าพวกเขาเอ่ยปากแทบทุกปีว่าซีซันที่กำลังผลิตอยู่อาจเป็นซีซันสุดท้าย เพราะพวกเขาพารายการหนังพาไป โกงความตาย’ มาแล้วไม่รูกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง 

แต่รู้ตัวอีกที ทั้งคู่ก็กำพาสปอร์ตและบอร์ดดิ้งพาสกระชับในมือ พร้อมประจำการบนที่นั่งในเครื่องบิน แล้วออกเดินทางไปสังเกตความเป็นอยู่ของผู้คน ณ อีกมุมหนึ่งของโลก เพื่อนำประสบการณ์เดินทางในแบบพวกเขามาเล่าสู่คนไทย  

โดยเฉพาะซีซันที่ ที่ หนังพาไป’ ออกเดินทางได้อย่างทันท่วงที ก่อนไวรัสโคโรนาจะครองโลก และระงับการเดินทางระหว่างประเทศมานานเกินปี โดยจุดหมายของพวกเขาในครั้งนี้เป็นการออกไปทำความรู้จักกลุ่มประเทศหลาย สถาน เช่น เติร์กเมนิสถาน คาซัคสถาน ฯลฯ ที่อดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นโซนที่คนไทยไม่ค่อยมักคุ้น  

ว่ากันว่า ทริปนี้ทั้งคู่ได้ไปยืนยังปากประตูนรก และได้แหงนหน้ามองขึ้นไปไกลถึงอวกาศกันเลยทีเดียว 

ก่อนตามติดพวกเขาออกเดินทางไกลกันอีกครั้ง เราชวนบอลและยอดมานั่งทบทวนอดีต เล่าถึงปัจจุบัน และมองไปยังทิศทางในอนาคตของรายการ หนังพาไป ที่จะเป็นซีซันสุดท้ายจริงอย่างที่ลั่นวาจาไหม คงมีแต่ทั้งคู่ที่รู้คำตอบ

MoviePaPai
ยอด – พิศาล แสงจันทร์ และ บอล – ทายาท เดชเสถียร

สถานการณ์โควิดทำให้พวกคุณรู้สึกอัดอัดไหมที่ไม่ได้เดินทาง 

อล: ที่จริงถือเป็นบุญของพวกเรามากครับ เพราะปีที่แล้วเป็นช่วงที่เราจัดตารางชีวิตให้ต้องตัดต่อหนังพาไป ซีซันที่ พอดี ซึ่งปกติแล้วการตัดต่อถือเป็นช่วงที่พวกเราเหมือนเข้าถ้ำ ซึ่งเราจะอึดอัดมากเวลาเห็นคนโน้นคนนี้ได้ไปเที่ยวทะเล ไปเที่ยวเมืองนอก เราก็ได้แต่กรี๊ดๆๆ แต่ตอนนี้ไม่มีใครได้ไปไหน รู้สึกสบายใจ (หัวเราะ) 

อด: แล้วพอได้โควิดมาช่วยชีวิตก็เลยยิ่งเป็นการขยายเวลาในการตัดต่อให้กับพวกเรา อย่างซีซันก่อนๆ เรามีเวลาจำกัด ต้องตัดต่อให้ทันกำหนดออนแอร์ แต่ครั้งนี้มีสัญญาเป็นตัวกำหนดว่าจะต้องทำให้เสร็จวันที่เท่านี้ แต่ยังไม่ถึงเวลาออนแอร์ เราก็ส่งเทปไปเรื่อยๆ ตามกำหนดสัญญา แต่ไม่จำเป็นต้องรีบ เป็นการเรียนรู้ที่ดีขึ้นของการทำมาแล้ว ซีซัน 

บอล: สักซีซันที่ 20 น่าจะวางแผนได้ดีขึ้น (หัวเราะ)

MoviePaPai

อด: แต่จริงๆ แล้วมีทริปที่ล่มไปเพราะโควิด ซึ่งทำเอาเราเสียหายยับเยินมาก เสียเงินไปหลายแสน วางแผนมาล้วอย่างดี เป็นทริปที่ไกลที่สุด เดินทางหลายประเทศมาก และท้าทายมาก 

อล: ตอนนั้นเราวางแผนจะไปอเมริกากลางกัน ก็จะไปประเทศอย่างบราซิล เม็กซิโก คิวบา ฯลฯ โชคดีที่หาตั๋วเครื่องบินได้ถูก ด้วยความงกที่พยายามเสาะหา แต่แล้วก็ต้องยกเลิกทริป วันก่อนเดินทาง เพราะตอนนั้นมีข่าวว่าที่เม็กซิโกเริ่มมีผู้ติดเชื้อแล้ว 

อด: ก่อนหน้านั้นคุยกับน้องที่ทำงานสถานทูตที่เม็กซิโก เขาบกว่าที่โน่นยังไม่มีเคสนะคะ มาเลยค่ะ ยินดีค่ะ แล้วพอวันต่อมา น้องบอกว่า เจอผู้ป่วย คนแล้วค่ะ แต่ก็ยังมาได้ ยังไม่มีอะไรนะคะ ซึ่งตอนนั้นเหลือเวลาตัดสินใจก่อนบินอีกประมาณ วัน ซึ่งดูจากสถานการณ์แล้ว เราคิดว่ายังไงก็ไม่รอดแน่ๆ ถ้าตอนนั้นตัดสินใจไปจริงๆ ป่านนี้อาจจะยังไม่ได้กลับ 

อล: หรือถ้าได้ไป ก็อาจจะมีพิธีฝังศพพี่ยอดที่เม็กซิโก (หัวเราะ)

MoviePaPai

หนังพาไป ซีซันที่ จะพาไปที่ไหนบ้าง 

อล: จริงๆ แล้วซีซันนี้วางแพลนเอาไว้ ทริปใหญ่ ซึ่งริปอเมริกากลางโดนโควิดล่มไปแล้ว เลยเหลือแค่ทริปหลักที่ไล่ตั้งแต่อิหร่าน เข้าเติร์กมินิสถาน แล้วไล่ขึ้นไปถึงคาซัคสถาน เป็นโซนที่ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะไปอยู่แล้ว พอคิดว่าไม่ได้ไปก็เลยต้องไป ถือ เป็นกลุ่มประเทศที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก และมีสิ่งที่น่าสนใจเยอะมาก 

วางแผนการเดินทางยากไหม 

อล: เรื่องข้อมูลไม่ยาก เพราะฝรั่งไปเที่ยวเยอะ แต่ยากเรื่องวีซ่า เพราะไทยเราไม่ค่อยสัมพันธ์กับเขา 

อด: ยากเรื่องเงิน ต้องใช้เงินเยอะมาก เพราะว่าเงินบริษัทไม่เหลือแล้ว ยังต้องมาใช้กับเรื่องพวกนี้อีก (หัวเราะ) เป็นทริปที่แพงที่สุดตั้งแต่ทำมาและเที่ยวมาในชีวิต ใครบอกว่ารายการเราไม่ลงทุนจะต่อยปากให้ (หัวเราะ) 

อล: ปลายทางของทริปนี้เราตั้งใจจะไปดูเขาปล่อยจรวดที่เมืองไบคานัวร์ (Baikonur) ซึ่งเป็นฐานปล่อยของรัสเซียตั้งแต่ครั้งปล่อยยานปุตนิก แต่ตอนนี้อยู่ในเขตคาซัคสถาน แล้วรัสเซียไปเช่าพื้นที่ ก็เลยมีความซับซ้อน ทำให้ข้าไปไม่ได้ง่ายๆ เราต้องซื้อทัวร์ราคาแพงเพื่อเข้าไปดูพิธีการปล่อยจรวด เลยกลายเป็นทริปที่จ่ายแพงที่สุดในชีวิตที่เคยไป แต่ถ้าไม่จ่าย เราเข้าไม่ได้จริงๆ ก็เลยต้องยอม เพราะมันเป็นเหมือนบัเก็ตลิสต์ ไม่รู้ว่าหนังพาไปจะได้ทำไปอีกนานแค่ไหน ถ้าคิดว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก็ขอไปในที่ที่ชีวิตนี้อยากไปให้ได้สักครั้ง 

อด: ซึ่งมันคุ้มจริงๆ เชียร์ให้เก็บเงินกันไปนะ คุ้มมาก มันไม่ใช่บั้งไฟ พวกชอบมาดูถูกว่าปล่อยจรวดก็เหมือนปล่อยบั้งไฟ แสดงให้เห็นถึงความเป็นชนชาติที่ตกต่ำเรื่องความรู้ด้านอวกาศมาก วินาทีที่จรวดถูกปล่อย เราจะรู้สึกถึงความคุ้มค่า และชีวิตนี้ตายได้แล้วจริงๆ

MoviePaPai

อล: เฉพาะราคาโปรแกรมนี้ก็เป็นแสนแล้ว ซึ่งรวมอยู่ในทัวร์ มีที่พัก มีอาหาร และพาไปชมพิธีการปล่อยจรวดแบบโบราณตามสไตล์รัสเซีย ซึ่งจะไม่เหมือนกับนาซ่า (NASA) ที่ทุกอย่างดูทันสมัยและเป็นวิทยาศาสตร์ ส่วนรัสเซียจะมีธรรมเนียมที่ดูเป็นศาสนาและความเชื่อ ซึ่งตลอดระยะเวลา 3-4 วันก่อนจะถึงวันปล่อยจรวด เราก็จะได้ไปเห็นทั้งหมด ซึ่งล้วนเป็นพิธีการที่แปลก และคิดว่าในอนาคตคงไม่ค่อยมีแล้ว  

อด: ยกตัวอย่าง สมัยที่นักบินอวกาศคนแรกที่สามารถเดินทางกลับมาโลกอย่างปลอดภัยอย่าง ยูริ กาการิน กำลังจะขึ้นไปบนยาน เขาอาจจะเกิดปวดฉี่กะทันหัน เลยยืนฉี่ที่ล้อ ซึ่งชุดอวกาศสมัยก่อนสามารถปลดข้างหน้าออกได้ เลยเกิดเป็นธรมเนียมสืบต่อกันมาว่า นักบินอวกาศทุกคนต้องยืนทำท่าฉี่ที่ล้อตามธรรมเนียม เพื่อเป็นเคล็ดให้สามารถเดินทางกลับมายังโลกได้อย่างปลอดภัย

MoviePaPai

การไปชมฐานปล่อยจรวดของรัสเซียเป็นบัเก็ตลิสต์ของทั้งคู่หรือเปล่า 

อด: (ตอบทันที) ของมันคนเดียว แต่พอเราได้ไปเห็นก็รู้สึกว่าช่วงวินาทีที่เห็นจรวดถูกปล่อยขึ้นไปนั้นคุ้มค่าเงินจริงๆ เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงยิ่งใหญ่และเป็นก้าวสำคัญของมนุษยชาติขนาดนี้ ผมเพิ่งโพสต์เฟสบุ๊กไปว่า ถ้าอีกพันปีข้างหน้า มีเด็กที่กำลังศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์คนไทยไปอวกาศ วิดีโอของพวกเราจะกลายเป็นจดหมายเหตุ เพราะเป็นรายการที่ไปถ่ายทำเรื่องนี้มา 

หนังพาไปเดินทางมาถึงปีที่สิบแล้ว พวกคุณรู้สึกแก่เกินกว่าจะแบ็แพ็คเที่ยว จนหันมาพึ่งกระเป๋าเดินทางแบบล้อลากหรือยัง 

อล: จริงครับ เรื่องกระเป๋าลากเนี่ย ตอนเด็กๆ ต้องเอาเท่ แบ็แพ็สะพายเป้ แต่ตอนนี้ขอเป็นกระเป๋าลากก็ได้ จะลำบากไปเพื่ออะไร รู้สึกแก่ขึ้นจริง เมื่อก่อนตอนเราเป็นเด็กก็จะไม่เข้าใจว่า ทำไมเวลาผู้ใหญ่ไปเที่ยวถึงต้องขอนอนสบาย ขอนอนหลับ ชั่วโง ขอกินดีๆ หน่อย เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจเพราะเราอดนอนได้ แต่ตอนนี้เราอดนอนไม่ได้แล้ว ด้วยวัย ด้วยสุขภาพ ถ้าไปแล้วได้นอนดีหน่อย ก็ขอนอนดี แล้วกัน ซึ่งมาเริ่มคิดจะเปลี่ยนวิถีการเดินทางเมื่อซีซันที่แล้ว ตอนไปอังกฤษ สก็อตแลนด์ ซึ่งเราเลือกเดินทางช่วงหน้าหนาว เพราะอยากไปเห็นแสงเหนือ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้เห็น แล้วพอไปหน้าหนาวเราก็เจอกับความลำบากทุลักทุเล เพราะที่พักราคาเสียจนเขาไม่ยอมเปิดฮีทเตอร์ให้ แม้จะหนาวจัดหิมะตกหนักแค่ไหนก็ตาม ทำให้พวกเรานอนไม่ได้ เลยเริ่มรู้สึกว่าเรามาทรมานทำไม ในเมื่อรู้แล้วว่าความหนาวจัดมันเป็นยังไง เลยเริ่มรู้สึกแก่ขึ้น อยากนอนดีขึ้น

ไม่รู้ว่าหนังพาไปจะได้ทำไปอีกนานแค่ไหน ถ้าคิดว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก็ขอไปในที่ที่ชีวิตนี้อยากไปให้ได้สักครั้ง

อด: ส่วนใหญ่ก็จะคิดแบบนี้ ขอนอนดีหน่อย ยอมจ่ายแพงกว่า แต่เอาจริงๆ ก็ยังนอนแบบเดิม ไม่เข้าใจ ปากก็บอกอยากนอนสบาย ที่มึงจองนี่คือนอนสบายเหรอ 

อล: (หัวเราะ) เราก็จะหาที่พักที่ท้าทายเรามากที่สุด 

อด: แล้วก็มาบ่นว่าทำไมเราไม่ไปเสียเงินนอนดีๆ วะ มึงจองเองไม่ใช่เหรอ 

ตอนเด็กๆ พวกคุณเติบโตมากับการท่องเที่ยวแบบไหน 

อด: เอาจริงๆ คือ จำไม่ได้เลย นึกไม่ออกจริงๆ ว่าพ่อแม่พาไปเที่ยวไหน ผมเป็นคนนครสวรรค์ จำได้แต่ตอนที่คนทั้งหมู่บ้านชวนกันเหมาสองแถวไปเล่นน้ำที่ท่วมถนนกัน เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครเคยเห็นน้ำที่ท่วมจนข้ามถนนมาอีกฝั่ง พวกผู้ใหญ่เลยชวนกันเหมารถสองแถวของหมู่บ้านชวนกันไปเที่ยว เด็กๆ ก็เล่นน้ำกันไป ผู้ใหญ่ก็เมาเละเทะนั่งแช่น้ำกัน  

อล: เก๋ดี (หัวเราะ) ผมเป็นคนนนทบุรี ตอนเด็กๆ ก็เที่ยวตามประสาคนยุคนั้น ไปเช็งเม้งที่สระบุรีถึงจะได้แวะเที่ยวนครนายก ซึ่งก็เป็นการเที่ยวตามสไตลผู้ใหญ่ เจอป้ายก็ต้องถ่ายรูปกับป้าย พอได้เที่ยวเองเราก็ไม่อยากเที่ยวแบบนั้นแล้ว  

อด: โตขึ้นชอบทริปโบกรถเที่ยวเองลุยๆ โบกจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ไปปาย

MoviePaPai

อล: เริ่มรู้จักการโบกรถเที่ยวตอนอยู่มหาวิทยาลัย ซึ่งก็ทำให้ผมนึกถึงความทรงจำสมัยประถมที่ชัดมาก คือผมเรียนโรงเรียนในตัวอำเภอ ซึ่งห่างจากบ้านแค่ กิโลเมตร ตกเย็นพ่อก็จะขี่มอเตอร์ไซค์มรับหลังเลิกงานทุกวัน แล้วมีอยู่วันนึ พ่อเลิกงานช้า สมัยนั้นโทรศัพท์ก็ไม่มี ติดต่อพ่อไม่ได้ เราเลยคิดว่าวันนี้ต้องเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแน่ๆ เลย เราต้องกลับบ้านเอง เพื่อไม่ให้พ่อลำบาก ซึ่งที่จริงผมอยากขึ้นรถเมล์กลับบ้านหมือนคนอื่นมานานล้ว แต่ไม่ได้รับอนุญาต เพราะที่บ้านเป็นห่วง วันนั้นเลยตัดสินใจขึ้นรถเมล์กลับบ้านเอง ซึ่งก็แค่เดินออกจากโงเรียนมาที่ท่ารถแล้วขึ้นรถกลับ ง่ายมาก แต่ตอนเด็ รู้สึกยิ่งใหญ่มาก เป็นโมเมนต์เหมือนนักผจญภัยหาสมบัติ พอกลับถึงบ้านเจอแม่ ก็อยากจะโชว์ความภาคภูมิใจว่าเราขึ้นรถเมล์ลับบ้านเองได้ สรุป แม่ตี เพราะทำให้พ่อต้องขับรถวนหาว่าเราอยู่ตรงไหน วุ่นวายไปทั้งตลาด เพราะสมัยนั้นทุกบ้านรู้จักกันหมด พอเจอตัวแล้วก็ต้องขี่รถไปวนบอกคนนั้นคนนี้ว่าลูกกลับมาแล้ว แต่วันนั้นก็เป็นความรู้สึกว่าเราทำได้นี่นา ถือเป็นการผจญภัยครั้งแรกที่ชอบ ถึงแม้แม่จะตี แต่ทำให้เราเริ่มรู้สึกสนุกกับการเดินทางเอง แก้ปัญหาเอง  

ช่วงเรียนมัธยมได้เที่ยวกับเพื่อนไหม 

อล: เคยนั่งรถทัวร์ไปยโสธรกับเพื่อนสมัย .5 ไม่รู้แม่ปล่อยไปได้ยังไงเหมือนกัน เป็นช่วงที่เพื่อนต้องกลับบ้านตอนสงกรานต์ ซึ่งจริงๆ มันไมได้ยิ่งใหญ่เลย แต่ด้วยความที่บ้านญาติของผมอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งหมด เลยเป็นคนน้อยใจชะตาชีวิตตัวเองที่ไม่มีใครให้เราได้กลับไปหาในวันสำคัญบ้าง จะไปหาป้า ครึ่งชั่วโงก็ถึงแล้ว ชีวิตวนอยู่แค่นี้ พอได้ตามเพื่อนกลับบ้าน เรารู้สึกว่าเขาได้เดินทาง ได้ไปสู่อีกโลกนึง เขามีหลายโลกจัง ถือเป็นการเดินทางที่ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้นของเราเหมือนกัน ได้ไปเห็นว่าทุ่งนาเป็นยังไง วัดในต่างจังวัดวันสงกรานต์เขามีประเพณีอะไร ทุกวันนี้แค่นึกถึงยังชอบเลย เพราะเหมือนเป็นการผจญภัยครั้งแรกๆ ในชีวิต ผมยังรู้สึกถึงความตื่นตาเหมือนเวลาทำรายการหนังพาไป ความรู้สึกนั้นยังคงอยู่ (หันไปทางยอด) มีบ้างไหมล่ะทางนครสวรรค์น่ะ 

อด: โอ๊ย สนุกจะตาย ไปเที่ยวน้ำท่วม มีใครเคยไปไหมล่ะ (หัวเราะ)  

พอถึงช่วงเรียนมหาวิทยาลัย พวกคุณได้ร่วมกิจกรรมออกค่ายอาสาฯ ก็น่าจะทำให้ได้เดินทางเยอะขึ้นใช่ไหม 

อด: ความจริงก็เพราะทำค่ายนี่แหละเลยได้เดินทาง ได้เที่ยวเยอะ  

อล: เดินทางทุกอาทิตย์ ปิดเทอมก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน ไปโบกรถเที่ยว ไปค่าย ช่วงนั้นเป็นช่วงเก็บเกี่ยวเยอะมาก ทำให้ได้วิธีการเที่ยวแปลกๆ จากตอนเรียนมหาวิทยาลัยเยอะ เพราะมีเพื่อนหลายกลุ่ม เที่ยวแบบนอนวัดก็ได้ กางเต็นท์เราก็อยู่ได้ สุดท้ายกค่อยๆ ปรับมาเป็นสไตล์การเที่ยวของเรา

MoviePaPai

จุดเริ่มต้นของรายการ หนังพาไป คือการพาหนังสั้นของตัวเองไปร่วมเทศกาลภาพยนตร์ในเมืองนอก แล้วหลังจากนั้น พวกคุณได้ทำหนังอีกไหม 

อด: เอาจริงๆ หนังพาไปก็ถือเป็นหนังในทุกๆ ตอน ต้องขอบคุณการไปเทศกาลหนังต่างๆ ด้วย ส่วนใหญ่เรามักได้ไปเทศกาลหนังทดลอง เทศกาลหนังสารคดี เลยได้เห็นวิธีการเล่าเรื่องหรือการเอาฟุตเตจมาร้อยเรียงโดยไม่จำเป็นต้องเป็นหนังเล่าเรื่องอย่างเดียว ยังสามารถทำเป็นหนังสารคดีก็ได้ เราก็เลยรู้สึกว่ารายการของเราก็เป็นประเภทนึงของหนังได้เหมือนกัน เพราะในแต่ละเทปมีวิธีเล่าเรื่องที่ไม่ซ้ำกัน เป็นการใส่จังหวะอีกแบบ ต่อให้เล่าเรื่องแบบหนังเล่าเรื่องก็เถอะ แต่มันจะมีความเรียลแบบหนังสารคดีปนอยู่ 

พวกคุณมีวิธีแบ่งงานในการตัดต่อหรือเล่าเรื่องใน หนังพาไป อย่างไร 

อล: ในแต่ละเทปจะต้องผ่านมือทั้งสองคน โดยจะผ่านจากพี่ยอดก่อน พี่ยอดจะดูเนื้อ แล้วเรียงๆๆ จัดประเภทมาให้ คิดโครงเรื่องและการเล่าเรื่องมาให้แบบนึงก่อน เหมือนเรากำลังจะผัดกับข้าว เขาก็จะเตรียมวัตถุดิบมากองๆ ไว้ให้เรียบร้อย พอมาถึงมือผมก็จะเป็นคนเอามาปรุงๆๆ โดยโจทยก็คือ ผมต้องเอาชนะโรงเรื่องที่พี่ยอดคิดมา ถ้าแบบนี้เราคิดว่าเราทำได้ดีกว่า ก็จะต้องทำให้ดีกว่า เหมือนต้องสู้กับโจทย์นี้สองดานเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด บางทีก็เอาชนะไม่ได้ ก็เล่าตามนั้นแหละดีแล้ว หรือบางทีเราคิดได้ดีกว่าก็ทำให้มันดี แต่ละเทปเลยใช้เวลาเยอะ เพราะต้องผ่านตาทั้งสองคน

เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราพูดออกไปหนึ่งครั้งจะมีคนฟังจำนวนมากขึ้นกว่าที่เราบ่นในบ้าน หรือบ่นในเฟสบุ๊กของตัวเอง มันน่าจะเกิดมรรคเกิดผล ดังนั้น ถ้าเรามีโอกาสพูดแล้วมีคนฟังจำนวนมากๆ ทำไมเราจะไม่พูดล่ะ

มีไหมที่ต้องเถียงกัน เพราะตัดสินกันไม่ลงตัว 

อด: ถ้าเอาตัวงานเป็นหลักก็จะเถียงกันทุกเทปแบบที่รู้ว่าเราจะต้องเอาชนะในเทปนั้น เหมือนทำให้มันดีที่สุด แต่ถ้าเถียงเพื่อจะเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ คงไม่ค่อยมีแล้วมั้งเดี๋ยวนี้ เพราะส่วนใหญ่ก็รู้แล้วว่างานมันจำกัดเวลา พอทำมาถึงซีซันนี้ ดูก็รู้กันสองคนว่าอันนี้ไม่ได้แล้ว เปลี่ยน ก็ยอมรับกัน 

อล: เมือก่อนตีกันเยอะครับ พี่ยอดบอกว่าประโยคนี้ต้องตัดออก บอลบอกว่า ไม่ได้ ประเด็นนี้ดีต้องเก็บไว้ แล้วด้วยความที่มีกันแค่สองคน เลยไม่มีเสียงที่สามไว้คอยตัดสิน ถ้าทะเลาะกันหนักๆ ก็ต้องหยุด แล้วแยกย้ายไปทำอย่างอื่น ออกไปวิ่ง ไปออกกำลังกาย แล้วจะค่อยๆ ได้สติ กลับมาดูงานกันอีกครั้ง ซึ่งหลังจากผ่านความขัดแย้งแบบนี้บ่อยเข้าก็จะรู้ว่า ทะเลาะกันไปทำไม เพราะสุดท้ายแล้วเราสองคนก็อยากให้งานออกมาดีที่สุด ต่างก็ปรารถนาดีต่องานทั้งคู่ ไม่ใช่แค่อีโก้ของตัวเอง แต่กว่าจะบรรลุจุดได้ก็ผ่านมาหลายซีซันมาก ทะเลาะกันมาเยอะ จนตอนนี้รู้แล้วว่าทุกอย่างคลี่คลายได้ แก้ไขได้ อะไรยอมได้ก็ยอม เริ่มมองงานออกง่ายขึ้น 

อด: ตอนนี้รู้สึกว่า การทะเลาะกันหรือการเห็นไม่ตรงกันโคตรดีเลย เพราะแสดงว่าแต่ละคนมีทางออกในใจของตัวเอง ก็แค่ลอง ถ้าลองแล้วไม่ได้ก็เปลี่ยน ของฉันไม่ได้ งั้นลองของแกก็ได้ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ คือ การหาทางออกของปัญหาที่เราเห็นร่วมกันไม่ได้ เหมือนเป็นหลุมของเทปนี้ที่ไม่สมูธ ไม่มีความต่อเนื่อง เจอแบบนี้ต้องช่วยกันหาทางแก้ ความจริงแล้วปัญหาที่ไม่กลัวเลยก็คือ เรื่องการเถียงกัน แต่กลัวว่าจะหาวิธีแก้ปัญหาไม่ได้มากกว่า  

อล: เดี๋ยวนี้เริ่มชอบเวลามีความขัดแย้งในงานที่ไม่ใช่แค่การเถียงกันแค่สองคนแล้ว เวลาส่งเทปไปที่สถานีจะมีแผนกเซ็นเซอร์ที่บางทีเขาจะบอกให้เรากลับมาแก้ตรงนั้นตรงนี้ ตรงนี้ต้องตัดออกนะคะ ซึ่งเมื่อก่อนจะรู้สึกหงุดหงิดว่า นี่เป็นอีกด่านที่เราต้องไปสู้ตลอดเวลา แต่พอทำงานมาจนถึงซีซันนี้กลับรู้สึกดีที่มีคนมองเหนจุดบอดในแต่ละช่วง บางทีสิ่งที่เซ็นเซอร์ติงมาเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นจริงๆ

MoviePaPai

ระหว่างเดินทางทะเลาะกันบ้างไหม อะไรทำให้ยังมีเคมีที่สามารถไปเที่ยวด้วยกันต่อไปได้ 

อล: จริงๆ เดินทางก็ทะเลาะกันตลอด แต่ด้วยความที่ผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว ต้องขอบคุณช่วง 5-7 ปีแรกที่พี่ยอดเขาจะมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเกิดมึงเดินหันหลังจากกูไป มึงก็ไปสนามบินไม่ถูก เราก็จะกำอำนาจนี้อยู่ในมือ ไปสิ ตั๋วเครื่องบินอยู่กับกู มึงไปสิ (หัวเราะ) แล้วเขาก็เป็นคนที่ดูแผนที่ไม่เป็น บางทีกางแผนที่กลับหัวก็ดูอยู่นั่นแหละ บางทีโงแรมอยู่หลังตึกนี้ ก็ไม่รู้ เดินกลับไม่ถูก ก็ปล่อยไป เดี๋ยวก็เดินกลับมา เพรากลับเองไม่ถู แต่ตอนนี้ภาษาอังกฤเขาดีขึ้นแล้ว แถมทุกวันนี้ก็มี Google Map แล้ว และเราก็ปรับตัวกันได้แล้ว รู้ว่าการทะเลาะกันเกิดขึ้นเพราะอะไร คนเรามักจะทะเลาะกันในสามปัจจัยทางอารมณ์ความรู้สึก คือ เหนื่อย หิว ง่วง พอเรารู้แบบนี้ก็จะแก้ได้ง่ายขึ้น เช่น ถ้าเมื่อไรตึงๆ จะเริ่มถามแล้วว่ามีอาการอันหนึ่งอันใดหรือเปล่า นั่งพักไหม หาอะไรกินไหม พออารมณ์เย็น ทุกอย่างก็จะดีขึ้น อันนี้ไม่นับวิธีการใช้ชีวิต ถ้าเกิดเป็นคนที่ใช้ชีวิตไม่ตรงกันก็จะมีปัจจัยอื่นอีก  

อด: พอทะเลาะกันไปมากๆ อย่างน้อยก็จะรู้จุดจบของการทะเลาะกันว่า เดี๋ยวก็ต้องกลับมาคุยกัน เพราะไปไหนกันไม่รอด มันบอกว่าผมดูแผนที่ไม่เป็น ก็ถูก พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ถูกของมึง แต่ว่าเงินน่ะอยู่ที่กู ทีนี้รู้ไหมล่ะว่าต้องจ่ายเงินค่าอะไร ต้องไปไหนต่อ มึงรู้แผนไหม  

อล: ก็จะกำความลับกันคนละเรื่อง (หัวเราะ)  

อด: สุดท้ายพอทะเลาะกันก็จะรู้ว่าปลายทางคือ การกลับมาทำคามเข้าใจกัน เดี๋ยวนี้พอทะเลาะกันเสร็จจะมีการเร่งปฏิกิริยา ด่าพ่อล่อแม่กันให้พอ แล้วแยกมุม โอเค พร้อมคุยหรือยัง ใจเย็นหรือยัง เราเลือกอารมณ์ที่จะไม่โมโหแล้ว กลับมาคุย ยังไงก็ต้องคุยกัน ฉะนั้นก็ใส่ให้เต็มที่ แล้วเร่งปฏิกิริยาให้เร็วที่สุด เถียงไปก็เสียเวลา ยังไงก็ต้องทน ก็กลับมาคุยแล้ก็เคลียร์ ไปต่อได้

MoviePaPai

หนังพาไปดูจะเน้นเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นเพราะอะไร 

อด: รายการ หนังพาไป เกิดขึ้นเพราะข้อจำกัดเรื่องเงิน ตอนนั้นงานการก็ไม่มีทำ รับฟรีแลนซ์ เงินก็น้อยมาก เวลาเราจะไปเทศกาลหนัแต่ละที ต้องขอค่าสปนเซอร์ตั๋วเครื่องบิน ขอยืมเงินพ่อแม่ ขอยืมเงินพี่ เวลาไปแต่ละทีจึงเดือดร้อนคนอื่น ไหนจะต้องลงทุนเรื่องกล้อง แต่ก็ไม่มีเงินจ้างพิธีกรหน้าตาดีๆ ต้องเล่าเรื่องกันเอง เพราะทรัพยากรจำกัด เงินจำกัดเลยเป็นการเล่าเรื่องแบบนี้ แต่พอมันเล่าเรื่องได้ แล้วได้คอนเทนต์ที่ี โดยไม่ได้ฝืนตัวตนที่เราเป็น แถมยังสอดคล้องไปกับวิธีใช้ชีวิตของเราด้วย หลายคนมักคิดว่าหนังพาไปเป็นรายการประหยัด ใช้เงินบ้างก็ได้นะคะ ก็ใช้อยู่ แต่มันมีให้ใช้แค่นี้  

แล้วยิ่งตอนจบรายการมีสรุปค่าใช้จ่ายอีก ยิ่งดูใช้เงินน้อยเข้าไปใหญ่ 

อด: บางทียังรู้สึกว่าทำไมแพงจัง 

อล: ใช่ บางทีขึ้นหลักพัน โอ้โห วันนี้ใช้เงินเป็นพันเลยเหรอ เพราะพอได้เดินทางแบบประหยัดแล้วเราจะติดใจ ถ้าเรามีตังค์ปนอนโงแรมแพงๆ เรก็จะไม่มีเรื่องเล่า เพราะทุกอย่างถูกทำให้สะดวกสบาย จนไม่มีอะไรมาสะกิดเราเลย แล้วโงแรมถูกๆ พวกนี้มักจะไปตั้งอยู่ในย่านที่ปกติเราคงไม่เดินเข้าไป แต่พอมันมีโรงแรมที่ทำให้เราได้เข้าไปอยู่ในย่านแบบนั้น เราก็จะเห็นอะไรที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็น เลยรู้สึกว่าจริงๆ ก็นอนได้ เพราะเวลาไปเที่ยวเราต้องการแค่ที่ซุกหัวนอน ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นยันพระอาทิตย์ตกเราก็ออกไปข้างนอกตลอด ทำไมเราต้องนอนดีๆ ก็เลยชอบเที่ยวแบบนี้ จริงๆ สำหรับเรื่องกินก็แค่กินให้อิ่ม แล้วก็เที่ยวๆๆ เลยไม่รู้ว่าทำไมต้องใช้เงินเยอะ ไม่ได้พยายามเขียม แต่ของมันไม่ต้องจ่ายก็ได้ ทำไมต้องจ่า อะไรที่ต้องจ่ายแพงเราก็จ่าย เช่น ค่าเข้าสถานที่ที่เราเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องเข้า แต่อะไรที่ประหยัดได้ ล้วเราไม่ได้ลำบากก็ประหยัด คนที่ไม่คุ้นกบการเดินทางแบบนี้อาจจะบอกว่า ถ้าลำบากแบบนี้อยู่บ้านไหมน้อง จะไปทำไม พี่สงสาร 

ยังมีโจทย์ท้าทายให้คนไทยได้แก้เยอะเลย เราได้เห็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่โอเคกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่แล้วรู้สึกสนุก เลยยิ่งอยากไปหาวัตถุดิบมาโยนให้คนรุ่นใหม่ดูว่ามีประเด็นแบบนี้อยู่ โดยที่เราไม่ต้องชี้นำแล้ว 

และอาจเป็นเพราะเราเคยโบกรถเที่ยวตั้งแต่สมัยเรียน การโบกรถทำให้เห็นว่านอกจากไม่เสียค่ารถ เรายังได้เจอผู้คนรายทาง ได้คุยกับคน ได้เห็นน้ำใจ ซึ่งต้องแลกกับความลำบากของเรา ทุกวันนี้เวลาเล่าเรื่องโบกรถ ความทรงจำยังมีสีสันอยู่เลย มีทั้งสี มีทั้งกลิ่น แต่ทริปไหนไปเที่ยวกับทัวร์เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารถจอดทีไหน ไปเที่ยวกี่ที่ ลืมหมดทุกอย่าง 

อีกอย่างอาจจะเป็นเพราะว่าในยุคแรกที่หนังพาไปออนแอร์ รายการท่องเที่ยวยังไม่มีใครเล่าในมุมนี้ เหมือนกับเราที่สงสัยตั้งแต่เด็กจนโตเวลามีรายการพาไปเที่ยวปารีส ตอนนี้กำลังพูดอยู่ที่หน้าหอไอเฟล อีกช็อตตัดไปอยู่ที่พระราชวังแวร์ซาย เราก็จะรู้สึกว่าแวร์ซายอยู่ติดกับไอเฟลเหรอ เขาเดินไปก็ถึงหรือนั่งรถเมล์ไป แล้วรถเมล์ปารีสเป็นแบบไหน ถ้าหลงทางในปารีสต้องทำยังไง เวลาคนปารีสซักผ้าเขาตากผ้ายังไง อากาศหนาวๆ ทำให้ผ้าเป็นน้ำแข็งหรือเปล่า คือเรื่องราวตรงนี้มันหายไป ไม่ถูกนำเสนอในรายการโทรทัศน์ยุคนั้น แต่เราอยากรู้ พอเราเที่ยวแบบนี้ แล้วมีโอกาสเล่าเรื่อง ก็เลยอยากเล่าเรื่องราวเหล่านี้ ต้องมีคนอยากรู้เหมือนเราสิ รายการหนังพาไปก็เลยมีส่วนผสมแบบนี้มาตั้งแต่ต้น 

อีกหนึ่งเอกลักษณ์คือ ความช่างสังเกต ช่างจับผิด หยิบยกประเทศไทยไปเปรียบเทียบกับนานาประเทศ อยากรู้ว่าพวกคุณตั้งธงไปก่อนเดินทาง หรือด้นสดเอาที่โน่น 

อด: ส่วนใหญ่จะไปเกิดขึ้นที่โน่นมากกว่า เหมือนเวลาเราไปเที่ยวต่างถิ่นสักที่แล้วเรารู้สึกว่ามันต่างจากที่ที่เราอยู่ ยังไงทุกคนก็ต้องคิด เอาง่ายๆ แค่รถไฟ เราคุ้นชินกับรถไฟที่ขึ้นไปชั่วโงเดียว พอลงมามีกลิ่นเหล็กเต็มหัวเต็มหู แต่พอไปขึ้นรถไฟญี่ปุ่น รถไฟเยอรมัน ทำไมมันดี หรูหรา เขาทำได้ยังไง มันต้องก็เกิดคำถามอยู่แล้วว่าทำไมบ้านเราทำไม่ได้ หรือทำไมรถเมล์ญี่ปุ่นถึงปลอดภัย ต้องรอให้ผู้โดยสารนั่งที่เรียบร้อย คนขับถึงค่อยปิดประตูแล้วออกรถ ส่วนรถเมล์บ้านเรา โอ้โห 

อล: ยังขึ้นไม่ครบสองขาเลย มึงออกรถแล้ว จะรีบไปไหน 

อด: พูดเรื่องนี้มาสิบกว่าปี ไม่เปลี่ยนเลย  

อล: เวลาเตรียมคำถามไปก่อน และตั้งใจไปพูดเพื่อจะไขปริศนาข้อนี้ ณ ที่ตรงนั้น เวากลับมาดูฟุต เราจะเล่นไม่เนียน เพราะเราไม่รู้สึกจริง สุดท้ายก็ตัดทิ้งหมด มักจะได้ใช้เหตุการณ์ที่ไปงอกตรงนั้น สงสัยตรงนั้น ถามคนพื้นที่เอาตรงนั้นมากกว่า 

อด: แต่ที่เตรียมไปก็มี เช่น เปรียบเทียบป้ายรถเมล์ของลอนดอนกับกรุงเทพฯ ประเด็นพวกนี้อยากทำ และจะพูดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเกษียณกันไปให้หมด แล้วเปลี่ยนให้คนใหม่ๆ เข้ามาทำงานแทน ซึ่งหลังๆ ก็มีคนรุ่นใหม่ที่โตขึ้นมาในรอบสิบปีที่ดูรายการเรา แล้วเชิญเราไปบรรยาย หรือเราได้คุยกับเขา ก็แสดงให้เห็นว่ามีสายเลือดใหม่ที่ค่อยๆ เข้าไปผลัดพวกเก่าๆ ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง อย่งการรถไฟฯ ก็มีหลายเสียงบอกมาว่าเริ่มตรงเวลา เริ่มดีขึ้นแล้ว ซึ่งก็เป็นการสู้กันระหว่างความคิดเก่ากับความคิดใหม่ รถเมล์ก็เหมือนกัน ถ้าจะบอกว่าการที่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็เพราะคนเก่าๆ ยังครองอำนาจอยู่ แต่คนที่อยากเปลี่ยนมีเยอะขึ้นแล้ว ผมคิดว่า อนาคตจะดีขึ้น แต่ว่าอาจจะหลังเราตายไปแล้ว (หัวเราะ) ก็ยังดี ถือเป็นคุณูปการให้คนรุ่นต่อๆ ไป

MoviePaPai

รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของรายการนี้ไหมที่ต้องกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในสังคม  

อล: เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราพูดออกไปหนึ่งครั้งจะมีคนฟังจำนวนมากขึ้นกว่าที่เราบ่นในบ้าน หรือบ่นในเฟสบุ๊กของตัวเอง มันน่าจะเกิดมรรคเกิดผล ดังนั้น ถ้าเรามีโอกาสพูดแล้วมีคนฟังจำนวนมากๆ ทำไมเราจะไม่พูดล่ะ ขอพูดเถอะ แล้วการไปเจอสิ่งที่มันแตกต่างในบ้านอื่นเมืองอื่น มันจะมีโอกาสได้พูดเรื่องพวกนี้เยอะมาก คำถามมันจะผุดขึ้นมาตลอดเวลา ทำไมบ้านเขาเป็นแบบนี้ บ้านเราไม่เป็นแบบนี้ เขาอาจจะดีกว่าหรือแย่กว่าก็ได้ แล้วเราก็พูดออกมาเลย ปรากฏว่าซีซันแรกๆ มีทั้งกระแสที่ชอบและคนด่าเยอะ ยิ่งด่า คนยิ่งพูดถึงประเด็นที่เราพูดถึง ก็จะกลับมาสู่คำถามว่า แล้วทำไมเราทำให้ดีไม่ได้ ก็เลยคิดว่า พูดเถอะ เพราะตลอดสิบปีก็เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างจากการที่เราพูด อย่างเราพูดเรื่องบริเวณดูเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่ตอนนั้นเราไม่มีที่ดูเครื่องบินเลย เพราะถูกเอาไปใช้เป็นร้านอาหาร พอเราพูดจบ เราก็มูฟออนไปบ่นเรื่องอื่น ในเทปต่อไป แต่เทปนั้นทำให้คนที่เขาอัดอั้นเรื่องนี้เหมือนกันเกิดการรวมตัวกันเฉยเลย มีการนัดประชุม มีเครือข่ายเล็กๆ กลุ่มนึง ทำหนังสือขึ้นไปถึงการท่าอากาศยาน จนสุดท้ายการท่าฯ ต้องกลับมาเคลียร์พื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับดูเครื่องบิน แต่ก็เป็นลานที่มองไม่เห็นเครื่องบินอยู่ดี (หัวเราะ) เป็นชัยชนะบนความพ่ายแพ้ยังไงไม่รู้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่า แค่สื่อออกมาพูดในยุคนั้น ทำให้คนอุ่นใจและรู้สึกว่าสื่อสนใจ มีคนคิดเหมือนเรา เราไม่ได้โดดเดี่ยว แล้วเขาจะรวมกลุ่มกันเอง ดังนั้น เราจึงรู้สึกว่าพูดไปเถอะ เดี๋ยวก็มีคนมารวมกลุ่มกันๆ เราก็ย้ายไปพูดเรื่องอื่นต่อ ทิ้งระเบิดไปเรื่อยๆ 

กระแสด้านลบที่ได้รับในปีแรกๆ ทำให้รู้สึกหวั่นไหวหรือเสียใจบ้างไหม 

อล: โอ้โห มาก เพราะเราไม่เคยรู้ว่าเราจะเจอผลกระทบอะไร ทีมก็มีแค่สองคน เป็นบริษัทเล็กๆ อยู่ดีๆ วันนึงออกอากาศแล้วโดนด่า และเป็นการโดนด่าทุกประเด็น 

อด: ตั้งแต่หน้าตายันเสื้อผ้า แม้แต่การพูดยังโดนด่าว่าใช้สำเนียงอะไรของมึง 

อล: ทำไมถึงพูดเหน่อ รับไม่ได้ หรือประเด็นที่เราไปบลูมอสก์ (สุเหร่าสีน้ำเงิน) ที่อิสตันบูล แล้วเราเลือกที่จะเที่ยวรอบๆ โดยไม่เข้าไปข้างใน ก็โดนด่า ตอนนั้นก็หวั่นไหวและเจ็บปวด เพราะเราไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ เราก็จะโษได้ว่าก็ครีเอทีคิดมาให้แบบนี้ แต่รายการนี้มีแค่สองคน โยนไปใหใครไม่ได้ ไม่มีใครปลอบประโมเราได้ด้วย โลกรอบตัวเราก็ไม่มีใครอยู่ในวงการนี้มาก่อน เหมือนเราอยู่ในที่สว่างที่ทุกคนสามารถปาหินมาจากที่มืดได้ แล้วเราปาคืนไม่ได้ แต่ก็ขอบคุณช่วงเวลานั้นที่ทำให้ได้คิดทบทวนประเด็นต่างๆ ที่เขาว่าเรา ทำไมตอนนั้นเราถึงทำแบบนั้ แล้วเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร ทำให้สุดท้ายเราก็ยังยืนหยัดเหมือนเดิม

MoviePaPai

เช่น การไม่เข้าสถานที่สำคั แต่ไปเที่ยวรอบๆ เราเคยหวั่นไหวว่าเราเที่ยวแบบนี้ผิดด้วยเหรอ แต่สุดท้ายก็พบคำตอบว่า ก็เราเป็นคนชอบเที่ยวแบบนี้ เราไม่เข้าข้างใน แตเราก็ได้เห็นข้างนอก และนี่ก็เป็นบันทึกการเดินทางของเรา หรือกระทั่งการที่เราไม่ให้ทิปพนักงานโรงแรมในตุรกี แล้วถูกคนคอมเมนต์ว่า เสียชื่อประเทศไทย แล้วพอเราค้นข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมการให้ทิปก็พบความแตกต่างในหลายท้องที่บนโลก อย่างคนญี่ปุ่น ถ้าเราไปให้ทิปปั๊บ เขาจะโกรธทันที แล้วที่บอกว่าวัฒนธรรมตะวันตกต้องให้ทิป ก็ต้องดูด้วยว่าประเทศไหน ถ้าเป็นอเมริกาต้องให้ทิป 10% แต่ยุโรปบางประเทศไม่ต้องให้ทิป ดังนั้น คุณจะเหมาว่าต้องให้ทิปคนทั้งโลกไม่ได้ ข้อขัดแย้งเหล่านี้ทำให้เราโตขึ้นและมีอะไรไปเถียงกับเขาเยอะมาก 

อด: ความจริงคือ จะหาวิธีเถียงนั่นแหละ ไอ้ที่บอกว่าหวั่นไหว เศร้า เสียใจไม่มีหรอก มีแต่ มึง คอยดูกูๆ มึงเจอกูๆ (หัวเราะหลายๆ เรื่องที่ถูกด่าเป็นประเด็นที่ถ้าเราไม่คิดกับมันอย่างจริงจัง เราจะรู้สึกว่าเป็นประเด็นที่งี่เง่ามาก แต่พอเราจมจ่อม เขาด่าเราเยอะๆ เราก็กลับมาคิดทบทวน หาข้อมูล ลองคิดกับมันจริงๆ จัง ซิว่าทำไมเขาคิดแบบนี้ เช่น การพูดสำเนียงเหน่อแล้วคนด่า ทำไมเขาถึงไม่ให้โอกากับคนที่พูดเหน่อ ก็เพราะว่าความเป็นกรุงเทพฯ มันไปคุมความเป็นสำเนียงท้องถิ่นหมด คนคุ้นเคยกบสำเนียงกรุงเทพ เพราะรายการทีวีมีแต่สำเนียกรุงเทพ ดังนั้น คนที่คอมเมนต์มาเขาโลกแคบเกินไปหรือเปล่า ถ้าเขาทะลุทะลวงออกมาจากกรอบนั้นได้ เขาจะเห็นถึงความหลากหลายของภาษา ขนาดอังกฤษยังมีหลายสำเนียงเลย แล้วทุ สำเนียงก็ถูกพูดออกมาด้วยความมั่นใจ เช่น การพูดสำเนียงสก็อตแลนด์ก็เป็นการยนหยัดถึงความภูมิใจในความเป็นชาวสก็อตช์ ที่แม้จะต่อสู้กับอังกฤษมาอย่างยาวนาน หรือจะแพ้ แต่สำเนียงนี้ก็ยังคงอยู่ มันมีมากกว่าแค่สำเนียงเพี้ยนหรือการพูดเหน่อ พอเราไปค้นคว้าจริงๆ จึงได้ความรู้เยอะมาก 

การทำรายการในทีวีอาจจะเป็นโจทย์ที่ไม่มีใครดูแล้ว เราอยู่กับโลกที่เก่าไปแล้วหรือเปล่า เราใหม่เมื่อสิบปีที่แล้วจริง แต่คนยุคเราที่เราเคยเห็นเป็นหนุ่มกลายเป็นคนอีกวัยไปแล้ว ผู้ใหญ่ในวันนั้นที่เราเคยเห็นเขาเป็นไอดอล ทุกวันนี้โดนถอนหงอกกันเต็มไปหมด เราอาจจะต้องมองกันใหม่แล้ว 

อล: เคยมีคนเขียนอีเมลมาต่อว่าเรา ตอนนั้นไปญี่ปุ่น แล้วเราพูดคุยกับคนญี่ปุ่นถึงเรื่องการฆ่าตัวตาย แล้วตอนนั้นเราก็นึกไม่ออกว่าการฆ่าตัวตายต้องใช้คำว่า commit suicide แต่เราใช้คำว่า kill themself ซึ่งเราก็สื่อสารกันเข้าใจกับคนญี่ปุ่นคนนั้นที่ก็ไม่ได้เก่งภาษาอังฤษอะไรมากมาย ภาษามันแค่การสื่อสาร เข้าใจกันก็จบ ก็คดว่าไม่มีอะไร แต่พอออกอากาศปุ๊บ มีอีเมลเขียนมาบอกว่า รู้สึกอายมากค่ะที่พวกคุณใช้ภาษาอังกฤษผิดแบบนี้ในต่างประเทศ ทำให้คนไทยดูแย่ อันนี้เป็นอีกอันที่แค้น (หัวเราะ) หวั่นไหวก่อน แล้วก็แค้น แล้วก็รู้สึกว่าเราต้องหาคำอธิบายต่อเหตุการณ์นี้ให้ได้ เราเลยตั้งคำถามว่า ภาษาสำคัญยังไงกับโลก ถ้าไปคุยกับคนอินเดียเขาอาจจะบอกว่าภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดียไพเราะที่สุดในโลก ทั้งที่เราฟังไม่รู้เรื่อง แต่เราก็ต้องเข้าใจเขาว่าตราบใดที่เราสื่อสารเข้าใจก็คือจบ ถ้าคุณรู้ภาษาอังกฤษสำเนีงดีเลิศ แล้วไปใช้ศัพท์ commit suicide ในจีน คนจีนเขาก็พูดภาษาจีนใส่คุณอยู่ดี เขาก็ไม่รู้หรอกวนี่เป็นภาษาอังกฤษสำเนียงดีเลิศ ผมก็เลยรู้สึกว่าภาษาเป็นแค่สื่อ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ทำให้เราย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องของความมั่นใจในการพูดเยอะขึ้นมาก เรากล้าที่จะพูดออกไปเลย ถ้าเข้าใจกันก็คือจบ เราไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาฮินดีถึงจะไปเที่ยวอินเดียได้เสียหน่อย  

หนังพาไป ซีซันที่ กลัวดราม่าไหม แข็งแกร่งขึ้นหรือยัง 

อล: รอบนี้ก็เตรียมรับแรงกระแทกเยอะ เพราะยุคนี้เกิดดราม่าขึ้นได้ง่ายจริงๆ แล้วซีซันี้เราไปอิหร่าน ซึ่งประเด็นของอิหร่านมีหลายเรื่องที่ค่อนข้างอ่อนไหวกับประเทศไทย ก็ไม่เป็นไร พยายามดูอย่างรอบคอบแล้ว  

หลังจากท่องเที่ยวมาเยอะ รู้สึกยังไงกับเมืองไทยบ้าง 

อล: รู้สึกว่าเมืองไทยยังมีอะไรให้ต้องทำอีกเยอะเลย ซึ่งก็มองเปนเรื่องน่าสนุก ช่วงแรกๆ หลังจากเดินทางกลับมาแล้วจะรู้สึกหมดหวัง รถเมล์เราก็แย่ รถไฟเราก็ไม่มีวี่แวว แต่ตอนนี้กลับมองว่ายังมีโจทย์ท้าทายให้คนไทยได้แก้เยอะเลย เราได้เห็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่โอเคกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่แล้วรู้สึกสนุก เลยยิ่งอยากไปหาวัตถุดิบมาโยนให้คนรุ่นใหม่ดูว่ามีประเด็นแบบนี้อยู่ โดยที่เราไม่ต้องชี้นำแล้ว คนเขาจะเอา fact เหล่านี้ไปคิดต่อเอง ผมเลยคิดว่าเมืองไทยก็ยังน่าอยู่ มีความท้าทายอยู่ 

ยอด: แรกๆ สมัยไปเมืองนอกใหม่ๆ รู้สึกว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่ดี เมืองฟ้าอมร เราได้กินอาหารไทย ใช้ชีวิตแบบไทยๆ อะไรก็ได้ ไม่ต้องเข้มงวด ภูมิใจมากในความเป็นไทย แต่พอเดินทางบ่อยเข้าลับรู้สึกว่าเป็นความคิดที่โง่เลาจริงๆ อันนี้ไม่ได้ด่าคนอื่นนะ ถ้าใครยังภูมิใจอยู่ก็โอเค คุณอาจจะมีประสบการณ์ชีวิตอีกแบบ แต่สำหรับผม พอเดินทางไปหลายๆ ที่แล้วรู้สึกว่าเมืองไทยไม่ได้ดีจริงอย่างที่คิด ทั้งเรื่องความปลอดภัย การแสดงออกทางความคิดในหลายๆ เรื่อง เรารู้สึกว่าเราพูอะไรก็ได้จริง แต่เราก็ต้องพูดในที่ลับ ไม่สามารท้าทายหรือโนคำถามเหล่านี้จริงๆ ได้ในสังคม โดยที่ไม่ถูทำร้ายร่างกาย ไม่ถูกรุกราน หรือถูกล่าแม่มด ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้เราทำแบบนั้นได้ แล้วก็เรื่องความปลอดภัยของระบบขนส่งสาธารณะ ที่ผมคิดว่าห่วยแตกที่สุดแล้ว เราติด ใน ประเทศที่ไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย ดังนั้น เมืองไทยไม่ได้ดีจริงอย่างที่คิดหรอก แต่มันดีได้ มันเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ดีจริงๆ แต่มันมีประเทศที่ยืดหยุ่นและพร้อมจะปรับเปลี่ยน แต่เมืองไทยยังไม่ใช่ ผมรู้สึกอย่างนั้น

MoviePaPai

พวกคุณยังรู้สึกสนุกกับการทำรายการ หนังพาไป อยู่ไหม มเป้าหมายถัดไปหรือยัง 

อล: จริงๆ ก็เริ่มคุยกันว่าหนังพาไปอาจจะโกงความตายมาตั้งแต่ตอนไหนแล้วก็ไม่รู้ พอมาถึงซีซันนี้ โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งในแง่ความสนใจของผู้คน คนทำสื่อ ภูมิทัศน์ของสื่อ คนไม่ดูทีวีกันแล้ว ส่วนการเล่าเรื่องแบบออนไลน์ก็แตกต่างกับทีวีที่เราโตมา ทำให้พบว่าจริงๆ แล้วหนังพาไปคงใกล้หมดอายุแล้วแหละ ซีซันนี้อาจจะเป็นซีซันสุดท้ายที่เราจะมีโอกาสได้เล่าเรื่องแบบนี้ ก็เริ่มคิดไว้เหมือนกันว่าจบแล้วจะไปทำอะไรต่อ เอาจริงๆ วิถีชีวิตแบบนี้วนมารอบที่ห้าแล้วในช่วงสิบปี ช่วงว่างก็ว่าง ช่วงเที่ยวก็คือเที่ยวอย่างเดียว ช่วงตัดงาน 6-8 เดือนก็จะอยู่แต่ในถ้ำ เหมือนทำอะไรก็ทำสุดๆ ในแต่ละโมเมนต์ บางทีก็รู้สึกว่าหนักเกินไป  

ยอด: แต่อย่างที่อกว่าเริ่มรับมือได้ดีขึ้น งั้นวางแผนใหม่ มันไม่ได้เป็นที่ตัวงาน ไม่ได้เป็นที่การหมดความอยากทำของเราหรอก แต่เกิดจากการไร้ระเบียบวินัยและการวางแผนไม่ดีของเรา ถ้าอย่างนั้นซีซันนี้ลองวางแผนใหม่ เลยรู้สึกรับมือได้ดีขึ้น พอรับมือได้ดีขึ้นก็เริ่มมองหาอะไรใหม่ๆ การทำรายการในทีวีอาจจะเปนโจทย์ที่ไม่มีใครดูแล้ว เราอยู่กับโลกที่เก่าไปแล้วหรือเปล่า เราใหม่เมื่อสิบปีที่แล้วจริง แต่คนยุคเราที่เราเคยเห็นเป็นหนุ่มกลายเป็นคนอีกวัยไปแล้ว ผู้ใหญ่ในวันนั้นที่เราเคยเห็นเขาเป็นไอดอล ทุกวันนี้โดนถอนหงอกกันเต็มไปหมด เราอาจจะต้องมองกันใหม่แล้ว ถ้าอยากจะทำอะไรใหม่ๆ ที่ท้าทายที่ไม่ต้องมีข้อจำกัดในการแสวงหาชื่อเสียงหรืออะไรแล้ว เราอาจจะต้องฝ่าข้อจำกัดนี้ไปลองทำอะไรที่สนุกขึ้น  

บอล: ทีวีมีข้อจำกัดเยอะ มีหลายเรื่องที่ห้ามพูด ทั้งที่จริงๆ ตอนนี้โลกขยายกรอบไปเยอะแล้ว แต่ในช่วงหลังทีวีก็ยังถูกกำหนดห้มพูด ห้ามถาม ห้ามวิจารณ์ สื่อสาธารณะที่แท้จริงก็คือ โลกออนไลน์ สาธารณชนจะเป็นคนบอกเองว่าสิ่งนี้เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม แต่การที่เราทำรายการโทรทัศน์ แม้เราจะคิดว่าเราพูดกับสาธารณะชนก็จริง แต่เรากลับโดนก้อนตรงกลาง ทั้งสถานี ทั้งผู้คนที่รับผิดชอต่อการออกอากาศของเรา มากรองหรือคิดใหก่อนว่าแบบนี้ไม่ควรปล่อยไปสู่สาธารณะชน เหมือนเรากำลังเป่าขลุ่ยให้คนฟัง เพราะเราต้องการให้คนฟังรู้สึกดี ซึ่งขลุ่ยเป็นแค่สื่อที่ทำให้เกิดเสียง แต่พอเป็นเงื่อนไขของทีวี ตัวขลุ่ยกลับมีอำนาจมากที่จะสั่งการว่าไม่ให้เปล่งเสียงนั้นเสียงนี้ ทั้งที่คนฟังไม่ใช่คุณ คุณเป็นแค่เครื่องมือเปล่งเสียง นี่เป็นธรรมชาติของทีวีในเมืองไทย คิดว่าทุกช่องโดนแบบนี้เหมือนกันหมด ดังนั้น เราอยากเป่าขลุ่ยแล้วให้คนฟังบอกเองว่าคุณเล่นเพราะหรือไม่เพราะ หรือไม่ควรจะเล่นเพลงนี้ ไม่ใช่ให้ขลุ่ยมาเป็นตัวบอกว่าห้ามเปล่งเสียงโน้ตตัวนี้  

เคยอยากทำรายการใน YouTube กันเองไหม 

อด: เคย แล้วก็คิดอยู่ แต่ยังไม่รู้จะทำเรื่องอะไร คำว่าสื่อสาธารณะที่เราตีความในสมัยก่อนตอนเกิดช่องทีวีสาธารณะขึ้นมามันอาจจะตีความว่ เดิมเคยมีข้อจำกัดของการใช้กำลังทุนและการเมืองเข้ามากำหนดทิศทางของสื่อ เขาก็เลยหนีตัวเองไปเป็นสื่อสาธารณะที่ปราศจากทุนแลการเมืองเข้ามาครอบงำ แต่ตอนนี้กลยเป็นว่าสื่อสาธารณะไปจำกัดตัวเองด้วยการบอกว่าฉันมีจริยธรม ฉันเป็นสื่อที่ดีต่อสังคม ซึ่งปัจจุบันถูตั้งคำถามไปแล้วว่าอะไรที่คุณคิดว่าดีต่อสังคม มันดีจริงอย่างที่คุณคิดหรือเปล่า เพราะโลกได้ก้าวไปสู่ยุคที่คำหยาบเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ การพูดคำหยาบเป็นการท้าทายอำนาจ หรืออีกความหมายนึง คือ มันไม่ได้ถูมองด้านเดียวเหมือนที่สื่อสาธารณะมองว่าไม่เหมาะสม ไม่ดีต่อสังคม กลัวว่าเยาวชนจะปฏิบัติตาม ดังนั้น ผมเลยคิดว่า YouTube หรือสื่อออนไลน์ตอบโจทย์ของเราได้ดี ในอนาคตก็คงต้องย้ายแพลตฟอร์มเฉลี่ยออกไปบ้าง บางสิ่งที่เราพูดไม่ได้จริงๆ ในหนงพาไป อาจจะต้องเอามาพูดเองในช่องทางออนไลน์ของเรา

MoviePaPai

ติดตามความเคลื่อนไหวของรายการ หนังพาไป ได้ทาง facebook.com/MoviePaPai