ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกดิจิทัลก็จริง แต่เรายังไม่ได้เข้าสู่ความเป็นดิจิทัลโดยสมบูรณ์แบบ

เพราะอะไรรู้ไหมครับ?

เพราะ ‘ตัวตน’ ของมนุษย์ ซึ่งเกี่ยวพันกับทุกสิ่งทุกอย่าง ยังคงต้องอาศัยโลกออฟไลน์ เช่น บัตรประชาชน ใบขับขี่ ฯลฯ เพื่อจะบอกว่า “เราเป็นใคร”

แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ตัวตนสามารถระบุและยืนยันบนดิจิทัลได้ 100% (Digital Identity) เมื่อนั้นโลกจะถูกดิสรัปโดยสมบูรณ์แบบ

สังคมไร้เงินสด เศรษฐกิจดิจิทัล ฯลฯ จะเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย เพราะ ‘ตัวตน’ ที่นิยามทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม ได้ย้ายไปอยู่ในโลกดิจิทัลแล้ว

คำถามคือ ทำไม Digital Identity ถึงเปลี่ยนโลกได้ขนาดนั้น?

ผมขอตอบเป็น 4 ประเด็น ไล่เรียงตั้งแต่พื้นฐานเรื่องตัวตนจนถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามลำดับนะครับ

(ส่วนใครที่พอมีความรู้พื้นฐานเรื่อง Identiy แล้ว อยากรู้ว่า Digital Identity จะเปลี่ยนโลกอย่างไร ข้ามไปอ่านประเด็นที่ 4 ได้เลยครับ)

1. ตัวตนคือสิ่งสมมติ การยอมรับคือความจริง

ถามว่า “คุณคือใคร?”

คุณอาจจะตอบ ชื่อ-นามสกุล อาชีพ วันเดือนปีเกิด

แต่ถามว่า “ทำไมเราถึงเชื่อคุณ?”

เพราะบัตรประชาชนระบุข้อมูลอย่างนั้นใช่ไหม แล้วทำไมเราถึงยอมเชื่อข้อมูลในบัตรว่าเป็นจริง นั่นก็เพราะเราเชื่อถือสถาบันที่ออกบัตรหรือกรมการปกครอง

เหมือนกับที่เราเชื่อว่า กระดาษที่ชื่อ “ธนบัตร” สามารถนำไปแลกเปลี่ยนสินค้าได้ ก็เพราะเราเชื่อในแบงค์ชาติ

แต่ถ้าสถาบันเหล่านั้นไม่ได้รับการยอมรับล่ะ สิ่งนั้นไม่ว่าบัตรประชาชน ใบขับขี่ ฯลฯ ก็ไร้คุณค่าและความหมายทันที

ดังนั้น จะเห็นว่าแท้จริงแล้ว ‘ตัวตน’ คือสิ่งสมมติ แต่สิ่งที่ทำให้มันเป็นจริง คือ การยอมรับร่วมกัน

2. ช่องว่างและปัญหาของ ‘ตัวตน’ บนโลกแอนะล็อก

Digital Identity
วลีคลาสสิค “On the internet, nobody knows you are a dog.”

ถ้าเทบัตรในกระเป๋าออกมา คิดว่าสิ่งใดที่ระบุตัวตนของเราได้บ้าง

คำตอบคือ “ไม่มี”

หมายความว่า วัตถุแสดงตัวตนต่างๆ มีช่องว่างให้คนอื่นเอาไปใช้แทนตัวเราได้ทั้งสิ้น

ยกตัวอย่าง คุณทำบัตรเครดิตหาย แล้วมีคนนำบัตรคุณไปใช้ คนๆ นั้นก็แค่เซ็นสลิปแทนคุณ ก็รูดซื้อของได้แล้ว

Digital Identity
ภาพยนตร์เรื่อง Identity Theft เป็นการยกเรื่องจริงเกี่ยวการการขโมยตัวตน (identity theft) มาเล่าให้เป็นเรื่องตลก แต่เป็นตลกร้ายเพราะมันคือเรื่องจริงที่ยังคงเกิดอยู่ทุกวันนี้ คงขำไม่ออกสำหรับคนที่โดนเองกับตัว

หากฝาแฝดหรือคนหน้าคล้ายกับคุณ นำบัตรประชาชนคุณไปเปิดบัญชี พนักงานอาจยินดีเปิดให้ โดยไม่รู้คนๆ นั้นกำลังสวมรอยเป็นคุณ

หรือกรณีที่บัตรประชาชนของคุณหาย ก็มี ‘ช่องว่าง’ ให้คนอื่นสามารถเอาไปใช้ต่อได้ บางทีแค่ถ่ายสำเนา ตัดต่อรูป พร้อมเซ็นรับรอง แล้วถ้าหน่วยงานไหนยอมรับ ก็จบ

นี่คือช่องว่างที่ทำให้เกิดปัญหา Fake ID

Digital Identity
ผลการค้นหาข้อมูล “สำเนาบัตรประชาชน” ใน Google

เพราะโครงสร้างการเก็บข้อมูลในวันนี้เก็บแยกเป็นส่วนๆ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับบัตรประชาชนอยู่ที่กรมการปกครอง ข้อมูลบัญชีธนาคารอยู่ที่ธนาคารที่เป็นเจ้าของบัญชี ซึ่งทำให้เกิด ‘ช่องว่าง’ ของการยืนยันและระบุตัวตน

โอเค คนอาจจะบอกว่าเดี๋ยวนี้มีเครื่องอ่านบัตร โดยอ่านข้อมูลในชิป แต่ประเด็นสำคัญน่าชวนคิดคือ เทคโนโลยีในโลกวันนี้ทำให้ทุกอย่าง เช่น ซิมการ์ด ฯลฯ สามารถก๊อปปี้ได้

ตัวอย่างการก๊อปปี้ที่เห็นได้ชัดและง่ายมากในยุคนี้ คือการก๊อปปี้ตัวตนของเราที่อยู่ในเอกสารต่างๆ เช่น ใบจบการศึกษา เอกสารรับรองเงินเดือน ฯลฯ

ลองนึกภาพ สมมติถ้าเราต้องการสร้าง fake ID ของเรา โดยการปลอมเอกสารใบจบการศึกษาขึ้นมาใหม่ เราก็สามารถทำได้ด้วยการสแกนต้นฉบับ แล้วใช้โปรแกรมด้านกราฟิกรีทัชแก้ไขข้อมูล

หรือถ้าอยากทำกระดาษหัวจดหมายบริษัท ตรายาง หรือแม้กระทั่งลายเซ็น

“ปลอมได้ไหม?”

หลายคนรู้ว่าไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าจะทำ

ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีปัญหาเรื่อง fake ID เยอะมาก แต่ขณะเดียวกัน เราก็เคยชินกับการยืนยันตัวตนแบบเดิม จนอาจลืมตั้งคำถามว่า

มันมีวิธีที่ดีกว่านี้ไหม?

3. รู้จัก Identity Model เพื่อเข้าใจ Digital Identity

Digital Identity คืออะไร ก่อนจะพูดเรื่องนี้ ลองมาดูภาพกว้างของการยืนยันตัวตนหรือ Identity Model ในโลกนี้ ซึ่งมีอยู่ 3 แบบ และผมขออธิบายง่ายๆ ดังนี้

1. การยืนยันกับต้นสังกัดว่า “นี่ฉันเอง”

คุณมีบัญชีกับธนาคารแห่งหนึ่ง เวลาจะเข้าแอพธนาคารนั้น คุณต้องล็อคอินด้วย username และ password เพื่อเข้าไปทำธุรกรรม

ถามว่า ทำไมธนาคารแห่งนั้นถึงเชื่อว่า “นี่คือเรา” เพราะเราไปเปิดบัญชีกับธนาคารนั้น

และเขามีข้อมูลของเรา เพื่อใช้ตรวจสอบว่า นี่คือเราจริงๆ

2. การไปถามคนอื่นว่า “ไอ้นี่ใคร”

คุณจะเข้าใช้งาน Dropbox แล้วคุณล็อคอินด้วย username และ password ที่สมัครกับทาง Dropbox กรณีนี้ถือเป็นการยืนยันในแบบแรก “นี่ฉันเอง” แต่ถ้าแบบที่สองคือกรณีที่คุณ Log in with Facebook หรือ Log in with Google

นั่นคือการไปถามอีกคนหรือที่ภาษาเชิงเทคนิคเรียกว่า Third Party Identity Provider ว่า “ไอ้นี่ใคร”

3. การบอกกันสองคนว่า “ฉันคือใคร” (Peer to Peer)

ลองนึกภาพถ้าคุณส่งไฟล์เอกสารให้ฝ่ายบุคคล แล้วบอกว่า นี่คือเอกสารที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับ โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าจริงหรือปลอมจากผู้ออกเอกสาร เพราะสิ่งที่จะพิสูจน์ว่าจริงหรือปลอมคือ “ระบบ

ในโลกยุคปัจจุบันเรายังคงติดอยู่ในข้อจำกัดของเอกสารแบบ Physical ทำให้การตรวจสอบตัวตนและ/หรือเอกสารไม่สามารถทำได้อย่างถูกต้อง 100%

ทำได้เพียงแค่ตรวจสอบด้วยตาเปล่า หรือยอมรับโดยปริยายว่ามันคือเอกสารที่ถูกต้องจริงๆ

แต่ในอนาคตอันใกล้ ระบบการระบุและยืนยันตัวตนจะเป็นแบบ Peer to Peer หรือที่เรียกว่าระบบ Decentralized Digital Identity

ที่ข้อมูลทั้งหมดจะเชื่อมโยงบนแพลตฟอร์มเดียวกัน ผ่านระบบบล็อกเชน* นวัตกรรมที่จะเก็บข้อมูลอยู่ที่ส่วนกลาง ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้

Digital Identity ตัวตน ดิจิทัล
ตัวอย่างข้อมูลบัตรนักศึกษาที่สร้างจากระบบ Decentralized Digital Identity

เมื่อ ‘ตัวตน’ ของเราถูกย้ายมาอยู่บนพื้นที่เดียวกันบนโลกดิจิทัล และสังคมให้การยอมรับพื้นที่นั้น

ตัวตนซึ่งเป็นรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง (เงินที่เราใช้กันก็อิงอยู่กับ ‘ตัวตน’ ของสถาบันและคนที่ดูแลนโยบาย สังเกตได้จากลายเซ็นผู้ว่าฯ แบงค์ชาติบนธนบัตร)

ก็จะพลิกสังคมและโลกมนุษย์ขนานใหญ่ จนเราไม่อาจจินตนาการ

4. Digital Identity จะเปลี่ยนโลกขนาดไหน?

ผมเคยเขียนถึงคอนเซ็ปต์การเปลี่ยนแปลงที่ดิจิทัลมีต่อโลกว่า การมาถึงของดิจิทัลทำให้ ‘พื้นที่’ และ ‘เวลา’ หดสั้นลง (อ่านเพิ่มเติมได้ใน ทำไมโลกวันนี้ ‘เปลี่ยน’ เร็ว?)

เพราะเหตุนี้ โลกของเราวันนี้จึงเปลี่ยนเร็วในอัตราเร่งที่สูงขึ้นจนน่าตกใจ

ใครที่นึกไม่ออก ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น สมัยก่อนเวลาเราอยากรู้ข่าว เราก็เดินไปที่แผงหนังสือ ซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่าน แต่ดิจิทัลทำให้เราเข้าถึงข่าวสารได้ทันที เพียงแค่เปิดสมาร์ทโฟน

นี่คือการหดสั้นลงของ ‘พื้นที่’ และ ‘เวลา’

แต่ที่ผ่านมา สิ่งที่ถูกแปลงเป็นดิจิทัล ยังเป็นเพียงสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวพันกับ ‘ตัวตน’ ของเรา (นึกถึงบัตรประชาชน วันนี้เรายังคงต้องใช้บัตรจริงเพื่อยืนยันตัวตน หรือบางครั้งเราต้องไปทำธุรกรรมด้วยตัวเอง เพื่อบอกว่า “นี่คือฉัน”)

แต่ Decentralized Digital Identity คือคำตอบสำหรับการทำให้ Identity ของเรา กลายเป็นดิจิทัลโดยสมบูรณ์ โดยทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกยืนยันและตรวจสอบได้บนแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือที่ทำงานบนระบบบล็อกเชน

ทำไมระบบ Decentralized Digital Identity บนบล็อกเชนถึงน่าเชื่อถือ?

เพราะระบบนี้ใช้ความสามารถของบล็อกเชน ที่เปลี่ยนวิธีการบันทึกข้อมูลที่เคยเก็บอยู่ที่ ‘คนกลาง’ ไม่กี่คน (เช่น กรมการปกครอง ธนาคาร ฯลฯ) ให้มาอยู่บนเน็ตเวิร์คที่ทุกคนร่วมเป็นเจ้าของ

โดยตัวระบบถูกออกแบบมาให้ทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้น เป็นการรับรู้ร่วมกัน และคนทุกคนสามารถย้อนกลับไปตรวจสอบได้

ขณะนี้ทั่วโลกกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาแพลตฟอร์ม Decentralized Digital Identity มีบางประเทศเริ่มใช้งานจริงกันแล้ว

ส่วนในประเทศไทยตอนนี้ ก็มีบริษัท Finema (https://finema.co) กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มนี้อยู่ โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Decentralized Identity Foundation (DIF) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสมาชิกบิ๊กเนมระดับโลก เช่น Microsoft, IBM, Accenture ฯลฯ

เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม Digital Identity ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

Digital Identity ตัวตน ดิจิทัล
(Photo: aspistrategist.org.au)

เอาล่ะ มาถึงคำถามที่ว่า “Digital Identity จะเปลี่ยนโลกขนาดไหน?”

หนึ่ง – เอกสารและวัตถุที่ใช้ยืนยันตัวตนจะกลายเป็นไฟล์ดิจิทัล

ไม่ว่าบัตรประชาชน สมุดทะเบียนบ้าน บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม โฉนดที่ดิน และอื่นๆ อีกมหาศาล จะหายไปกลายเป็นไฟล์ดิจิทัล โดยไฟล์เหล่านั้นจะเป็นไฟล์ที่สามารถตรวจสอบความถูกต้องและตรวจสอบความเป็นเจ้าของได้ 100% ผ่านมาตรฐานที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน

เช่น ไฟล์โฉนดที่ดิน จะเป็นจริง เมื่อก็ต่อเมื่อถูกส่งมาจากคุณ และเป็นไฟล์เดียวกับที่กรมที่ดินถือครองและออกให้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถตรวจสอบและยืนยันได้บนระบบ blockchain

สอง – ธุรกรรมทุกอย่างจะเกิดขึ้นเรียลไทม์

เมื่อ ‘ตัวตน’ กลายเป็นดิจิทัลและอยู่บนแพลตฟอร์มที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน เวลาคุณจะทำธุรกรรม เช่น ทำวีซ่า ก็สามารถยื่นออนไลน์ และจะได้รับการยืนยันทันที

เมื่อการเจอหน้ากันลดลง ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นเร็วมาก ถ้าคิดง่ายๆ เลยนะครับ ไม่แน่ การเกิดขึ้นของ Digital Identity อาจช่วยแก้ปัญหารถติดก็ได้ เพราะคนไม่ต้องเดินทางไปทำธุรกรรมอีกต่อไป

สาม – การดิสรัปอุตสาหกรรมครั้งใหญ่

นอกจากการแก้ปัญหารถติด (ซึ่งผมคิดเล่นๆ ว่าอาจจะเกิดขึ้น) ผมคิดว่า Digital Identity จะทำให้เกิดการดิสรัปในหลายอุตสาหกรรม

ลองนึกเล่นๆ ดูนะครับ ถ้าวันหนึ่งไม่มีแมสเซนเจอร์ส่งเอกสารแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น?

ผมเชื่อว่า วันหนึ่งในอนาคตอันใกล้ที่ Digital Identity เกิดขึ้นจริง วันนั้นโลก ธุรกิจ และมนุษย์จะเข้าสู่ยุคดิจิทัลโดยสมบูรณ์

Digital Identity ตัวตน ดิจิทัล
(Photo: auspostenterprise.com.au)

ใครที่คิดว่า โลกวันนี้เปลี่ยนมากแล้ว ผมว่าโลกหลัง Digital Identity จะเปลี่ยนจนน่าตกใจเลยล่ะครับ

เพราะ ‘ตัวตน’ ซึ่งเป็นสิ่งสมมติที่ทำให้สิ่งสมมติอื่นๆ ในโลกนี้มีความหมาย ได้กลายเป็นดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว.

เรียบเรียง : วชิรวิชญ์ กิติชาติพรพัฒน์