ลองนึกภาพสายส่งน้ำดับเพลิงจากทุกหน่วยในอังกฤษ ที่หมดอายุการใช้งานพร้อมกัน

พวกมันถูกปลดประจำการ และนำมาทิ้งเป็นขยะรวมกันที่นอกเมือง

สายดับเพลิงเหล่านั้น กำลังจะสร้างปัญหาหนักใจให้กับหน่วยงานกำจัดขยะ   

แต่นักออกแบบอย่าง เอลวิส (Elvis) และ เกรซซี่ (Kresse) กลับตกหลุมรักกับ ‘ขยะ’ กองโตของหน่วยดับเพลิง

เข้าไปกอบกู้ และให้ชีวิตใหม่กับสายดับเพลิง

สายดับเพลิงที่ผ่านการใช้งานมา 25 ปี (Photo : Elvis & Kresse)

“สิ่งที่เราทำมี 3 ขั้นตอน ‘กอบกู้ แปลงโฉมเพื่อเพิ่มมูลค่า แล้วคืนคุณค่าสู่สังคม’

“ของพวกนี้มันสวยงามและอยู่ในสภาพที่ดีมาก แทนที่จะปล่อยให้เป็นขยะ เราใส่ความคิดสร้างสรรค์ และงานฝีมือที่ประณีตลงไป”

เอลวิส (Elvis) และ เกรซซี่ (Kresse) (Photo :theexclusivechannel.co.uk)

คำว่า ‘เพิ่มมูลค่า’ ของทั้ง 2 คน ไม่ใช่แค่การ Re-use หรือ รีไซเคิล ของเหลือใช้ให้กลับมาใช้ใหม่ได้เท่านั้น

แต่เป็นการ Tranform หรือ แปลงโฉมวัตถุดิบแบบ ‘เล่นใหญ่’

เพราะเอลวิสและเกรซซี่เปลี่ยน ‘ขยะ’ ให้เป็นสินค้าลักซ์ชัวรี่ (Luxury Product) ภายใต้แบรนด์ Elvis & Kresse

(Photo : Elvis & Kresse)
(Photo : Elvis & Kresse)

มากไปกว่านั้น กำไร 50% จากการขายสินค้า พวกเขาบริจาคให้การกุศล  

‘เปลือก’ หรือ ‘แก่นแท้’ อะไรคือลักซ์ชัวรี่

“ไม่มีข้อจำกัดไหนเลย ที่กำหนดว่าวัสดุใดสามารถทำสินค้าลักซ์ชัวรี่ได้ วัสดุใดทำไม่ได้”

Elvis & Kresse มุ่งมั่นมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแบรนด์ในปี 2005 ว่าพวกเขาจะให้ความหมายของ ‘ลักซ์ชัวรี่’ ใหม่ ว่าไม่ใช่แค่ ‘เปลือกภายนอก’

พวกเขานำเสนอความหรูหรา ผ่านแว่นตาของสิ่งแวดล้อม และการบริโภคอย่างมีจริยธรรม

กล่าวคือ การใช้จ่ายอย่างหรูหรา ต้องไม่สร้างพิษภัยให้แก่โลก ในทางตรงกันข้าม ‘เราต้องช่วยโลก’

“ในมุมผู้ผลิตสินค้า มันคือการดึงคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งนั้นออกมา อะไรที่ไม่ฉาบฉวยและจะเป็นคุณค่าที่อยู่คู่สิ่งนั้นไปตลอด เขาถึงจะเรียกว่าคลาสสิค

“เราอยากให้ทุกคนละเมียดกับความสวยงามมากกว่าเดิม ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า ของสิ่งนี้ยังมีคุณค่าอยู่ไหม ถ้าราคาที่คุณจ่ายไปกำลังไปทำร้ายอะไรบางอย่าง สำหรับเรานั่นไม่ใช่ความหรูหราเลย และเราก็ไม่ควรปล่อยให้แบรนด์ใหญ่ๆ เป็นผู้กำหนด ว่าอะไรคือลักซ์ชัวรี่”

(Photo : ordre.com)

สิ่งที่ Elvis & Kresse ทำมาตลอดคือ เนื้อแท้ของความลักซ์ชัวรี่ไม่ได้อยู่ที่วัสดุเพียงอย่างเดียว

พวกเขาสร้างสินค้าลักซ์ชัวรี่ จากวัสดุอะไรก็ได้ ผ่านสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘แก่นของความคิด’

ต่อมาคือ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และ ความประณีตพิถีพิถัน (Crafmanship) ในการผลิตชิ้นงาน

จากสายส่งน้ำดับเพลิง จึงขยายไปสู่วัสดุอื่นอีกกว่า 15 ชนิด อาทิ ผ้าใบร่มชูชีพ กระสอบใส่ชา-กาแฟ เศษหนัง กล่องรองเท้า ซึ่งทุกชิ้นล้วนเป็นวัสดุที่คนอื่นบอกว่าไร้ค่า

จากแบรนด์เล็กๆ สู่พาร์ทเนอร์หลักของ BURBERRY

แนวคิดที่แข็งแกร่ง และคุณภาพงานอันประณีตของ Elvis & Kresse ไม่ใช่แค่คนซื้อที่มองเห็น แต่แบรนด์ใหญ่ก็ให้ใจ และมองว่า นี่แหละสิ่งที่เราตามหา

ปี 2012 ลักซ์ชัวรี่แบรนด์ระดับโลกอย่างเบอร์เบอรี่ (BURBERRY) เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ของ Elvis & Kresse เพราะมั่นใจว่าลักซ์ชัวรี่แบรนด์เล็กๆ แบรนด์นี้ สามารถแก้ปัญหาหนักอกของเบอร์เบอรี่ พร้อมทั้งผลิตงานที่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับเบอร์เบอรี่ได้

แต่ละปี เบอร์เบอรี่มีเศษหนังเหลือทิ้งจากการผลิตกระเป๋า รองเท้า จำนวนหลายสิบตัน

ในแต่ละปี มีเศษหนังเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลกกว่าปีละ 800,000 ตัน (Photo : retailgazette.co.uk)

หนังเหล่านั้นไม่เคยเป็นอะไรได้มากกว่าขยะ ทั้งๆ ที่เนื้อแท้ของมันคือวัสดุราคาแพง

เบอร์เบอรี่ มอบหนังและความไว้วางใจทั้งหมดให้ Elvis & Kresse เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย ภายใต้ความร่วมมือของเบอร์เบอรี่

เศษหนังเหล่านั้นได้รับการแปลงโฉมเป็นเฟอร์นิเจอร์ และกระเป๋าสวยหรูใบใหม่ ในคอนเซ็ปต์ ‘ความหรูหราที่ยั่งยืน’

Elvis & Kresse ใช้เทคนิคแบบจิ๊กซอว์ในการจัดการกับเศษหนังให้มีขนาดเท่ากัน (Photo : ordre.com)
แล้วประกอบใหม่ เป็นกระเป๋ารูปทรงต่างๆ (Photo : Elvis & Kresse)

5 ปีผ่านไป Elvis & Kresse ได้ช่วยชุบชีวิตเศษหนังเหลือทิ้งของเบอร์เบอรี่ ไปกว่า 120 ตัน   

คริสโตเฟอร์ เบลลีย์ (Christopher Bailey) ประธานและหัวหน้าฝ่ายสร้างสรรค์ของเบอร์เบอรี่กรุ๊ป เคยกล่าวถึงความร่วมมือกันครั้งนี้ ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่เบอร์เบอรี่ภูมิใจที่สุด  

คริสโตเฟอร์ เบลลีย์ (Photo : bbc.co.uk)

ความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา ทำให้หนังเหลือทิ้งของเรากลายเป็น innovative products ทุกครั้งที่เราเห็นหนังจำนวนมากต้องถูกตัดทิ้ง เหมือนเราเฉือนของมีค่าทิ้งไป ทั้งๆ ที่มันควรจะนำไปทำอะไรที่ดีได้ และ Elvis & Kresse ก็ทำให้เราเห็น ว่าความคิดสร้างสรรค์ และความประณีตพิถีพิถันของพวกเขา ไม่เพียงแค่แก้ปัญหาให้โลก แต่ได้สร้างคุณค่าให้ตัวสินค้าแบบทวีคูณ

”  

(Photo : Elvis & Kresse)
(Photo : Elvis & Kresse)

ของอะไรที่มันมีค่า จะยังทรงคุณค่าอยู่อย่างนั้น ไม่มีวันเสื่่อม

เพียงแค่เราต้องแสดงเนื้อแท้ของคุณค่านั้น ออกมาอย่าง ‘จริง’ ที่สุด  

การเข้ามาของเบอร์เบอรี่ จึงเหมือนการเติมเต็มความหมายให้ ‘แก่นแท้ของลักซ์ชัวรี่’ ที่ Elvis & Kresse พยายามสื่อสารให้สมบูรณ์

เบอร์เบอรี่ และ Elvis & Kresse ใช้เวลาถึง 2 ปี ในการหาวิธีการที่ดีที่สุด เพื่อผลิตชิ้นงานและทำงานร่วมกัน  

“เรามองภาพเดียวกัน ว่าคุณค่าของลักซ์ชัวรี่ ไม่ควรอยู่แค่เปลือกนอก ในขณะเดียวกันเบอร์เบอรี่ก็ให้ความสำคัญในทุกรายละเอียด งานต้องเนี้ยบที่สุด เวลาที่เสียไป 2 ปี เราเชื่อว่า เราได้สิ่งที่มีคุณค่ากับทั้ง 2 ฝ่าย”

ตลอด 5 ปีที่เมกะแบรนด์อย่างเบอร์เบอรี่ และบูทีคแบรนด์อย่าง Elvis & Kresse เป็นพาร์ทเนอร์กันอย่างจริงจัง ได้สร้างส่วนผสมใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกแฟชั่น

พวกเขากำลังสร้างนิยามใหม่ของลักซ์ชัวรี

ขณะเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างเข้ามาเติมเต็มในสิ่งที่ตัวเองขาด

เบอร์เบอรี่ ต้องการคนที่มีครีเอทีฟ เข้าใจในวัสดุเหลือใช้ และผลิตชิ้นงานคุณภาพสูงตามมาตรฐานของตนได้

ขณะที่ Elvis & Kresse ต้องการคนที่เสียงดังพอที่จะสื่อสารแนวคิดของพวกเขา

แนวคิดที่กำลังตั้งคำถามกับคนรวยทั่วโลกว่า

“สิ่งของที่อยู่ในมือคุณ คือลักซ์ชัวรี่ที่แท้จริงหรือไม่”

(Photo : Elvis & Kresse)

 

อ้างอิง: