life

หากเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ยังไงก็ทำให้ ‘คน’ น่ากลัวกว่า ‘ผี’ อยู่วันยันค่ำ

เพราะคนใจร้ายที่เห็นแก่ได้และเอาแต่ความรู้สึกของตนเป็นที่ตั้ง ย่อมไม่เคยมองเห็นค่าความรักและความหวังดีของใคร นอกจากความพอใจของตัวเอง

เหมือนตอนเริ่มทำความรู้จักกันใหม่ๆ ต่อให้คุยด้วยดีมาตลอด แต่เมื่อไหร่ที่ใครบางคนรู้สึกหมดใจ กลับหายเงียบไปดื้อๆ ส่งข้อความหาเท่าไหร่ก็ไม่กดอ่าน ไม่ตอบกลับ โทรไปก็ไม่ยอมรับสาย เพราะตัดขาดทุกช่องทางการติดต่อ ราวกับว่าตนได้ตายจากชีวิตของอีกคนไปแล้ว

บางคู่ยิ่งน่าเห็นใจ ถึงขั้นตกลงคบหากัน แต่ระหว่างสานสัมพันธ์หวังให้รักแน่นแฟ้น แฟนตัวดีกลับหายลับไม่เห็นแม้แต่เงา ปล่อยให้อีกฝ่ายงุนงงอยู่คนเดียวว่า ที่ผ่านมาคืออะไร ทำไม ‘เขา’ หรือ ‘เธอ’ ผู้นั้นเลือกตัดจบความสัมพันธ์แบบฉับพลัน หายหน้าไปโดยไม่คิดบอกเลิกหรือบอกลา ไม่ต้องการเคลียร์ใจใดๆ คิดแค่ว่าอย่าเจอกันอีกเลยในชีวิตนี้

ช่วงเวลานั้น เชื่อว่าในหัวของผู้ถูกทิ้งคงมีแต่ความสงสัยที่หาคำตอบไม่ได้ เพราะคนคนเดียวที่มีคำอธิบายทุกอย่างกลับไม่อยู่ให้ถามแล้ว

นี่คือพฤติกรรมบั่นทอนความสัมพันธ์ที่ทำร้ายความรู้สึกของคนคุยให้ขาดสะบั้น ซึ่งมีชื่อเฉพาะเรียกว่า ghosting มาจาก ghost ที่แปลว่า ผี เพื่อสื่อความหมายถึงการหลอกแล้วจากไป ทิ้งให้คนโดนหลอกหวั่นวิตกกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาก่อนหน้า และเป็นไปได้ด้วยว่า ประสบการณ์ไม่ดีทั้งหมดนี้จะ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อจิตใจแล้ว ยังทำให้มุมมองเรื่องความรักและการมองคนเปลี่ยนแปลงในด้านที่แย่ลง

แต่ ghosting ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่คนส่วนใหญ่เพิ่งจะมาตื่นตูมกัน เพราะการหายตัวไปของคนรู้จักหรือคนที่เข้ามาคุยด้วยเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นได้กับความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่คู่รักอย่างเดียว ต่อให้เป็นเพื่อน คนที่ทำงานด้วยกัน แม้กระทั่งญาติพี่น้องหรือคนในครอบครัว หากเคยพบหน้าค่าตาอยู่ตลอด แต่แล้ววันหนึ่งกลับเงียบหายไปไร้การติดต่อ โดยที่เจ้าตัวไม่บอกเหตุผลให้รู้ นับเป็นพฤติกรรม ghosting ทั้งหมด

ถึงอย่างนั้น เหตุผลที่ ghosting ยังคงถูกนำไปเชื่อมโยงและอธิบายสาเหตุการสิ้นสุดลงของความสัมพันธ์เชิงคู่รักมากกว่าความสัมพันธ์แบบอื่น เป็นเพราะว่า ghosting คือ ไม้ตายสุดท้าย หรือวิธีเอาตัวรอดยอดนิยมของผู้คนสมัยใหม่ที่เลือกใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางสร้างความสัมพันธ์ โดยเฉพาะบนแอปพลิเคชันสำหรับนัดเดทและหาคู่ ซึ่งเปิดกว้างให้ศึกษาหาคนรู้ใจได้ที่ละหลายๆ คน สนับสนุนให้เกิด ghosting ง่ายขึ้นโดยปริยาย

หากค้นลงไปถึงเบื้องลึกในใจของคนที่ชอบคบซ้อนหรือคุยกับคนอื่นพร้อมกัน สิ่งสำคัญที่พบได้ทันที คือ ความรู้สึกไม่อยากจริงจังหรือไม่ต้องการผูกมัดความสัมพันธ์ไว้กับคนใดคนหนึ่งตั้งแต่แรก

ต่อมาคือ ความเชื่อในโชคชะตาหรือพรหมลิขิตที่นำพาให้คนสองคนมาเจอกันแล้วรักกัน (destiny belief) ต้องมีใครสักคนถูกสร้างให้เป็นเนื้อคู่ของตน เป็นเหตุให้คุยไปเรื่อยเพราะมองหาแต่ว่า คนที่กำลังเดทหรือคุยอยู่คือคนที่ถูกลิขิตมาให้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันหรือเปล่า เมื่อไหร่ก็ตามหากแน่ใจว่าไม่ใช่ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องคุยต่อให้เสียเวลา จึงเลือกหยุดความสัมพันธ์ไว้แค่นั้น แล้วการหายตัวไปเงียบๆ

ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่ยอมรับว่า ghosting เป็นวิธียุติความสัมพันธ์ที่ถูกที่ควร โดยเฉพาะคนที่เชื่อว่า รักที่ดีและยั่งยืนเกิดขึ้นจากการเรียนรู้กันและกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ความสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ปรับตัวเองให้พอดีกับอีกฝ่ายตลอดเวลาเพื่อเติบโตไปด้วยกันตลอดชีวิต (growth belief)

ส่วนคนที่ตั้งใจใช้วิธี ghosting กับคนอื่น สะท้อนให้เห็นความไม่พร้อมและไม่มีวุฒิภาวะมากพอ ทำให้รับมือและจัดการความสัมพันธ์ได้ไม่เหมาะสม เพราะไม่ต้องการทำให้ตัวเองตกที่นั่งลำบากหากต้องบอกเลิก ไม่อยากรับผิดชอบความรู้สึกของใคร ไม่อยากรู้สึกสงสารหรือเห็นใจใคร ทั้งหมดเป็นผลจากความคิดเข้าข้างตัวเอง พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่ทำลงไปไม่ใช่เรื่องผิด จึงไม่เคยรู้สึกผิดต่อการกระทำของตน ไม่เคยสนใจแม้จะถูกมองว่าเป็นคนแย่ๆ ที่ไม่เคยให้เกียรติและรักใครจริงเลยก็ตาม

บางคนอาจดีหน่อย แม้ไม่ถึงกับเปิดพื้นที่เคลียร์ใจ หรือยอมบอกเหตุผลที่ตนเลิกรา แต่ก่อนจากไปจะส่งข้อความสั้นๆ ทำนองว่า ขอบคุณช่วงเวลาดีๆ ที่ผ่านมา พฤติกรรมลักษณะนี้มีชื่อเรียกใหม่ว่า caspering หมายถึง friendly ghosting มาจากชื่อตัวการ์ตูน Casper ผีที่เป็นมิตรกับคน

สำหรับคนที่ถูกทิ้ง นอกจากความคาใจที่อยากรู้ว่าทำไมคนคุยหายไป ยังทำให้เกิดความสงสัยในตัวเอง จนโทษว่าอาจเป็นความผิดของตน หากเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายและไม่เคยมองเห็นคุณค่าในตัวเอง จะยิ่งโทษตัวเอง กลายเป็นประสบการณ์เจ็บปวดที่จำฝังใจ หรือไม่ก็เป็นความรู้สึกโทษแค้นอีกฝ่าย เพราะเข้าใจว่าตนถูกใช้เป็นเครื่องมือ ถูกเหยียดหยาม ถูกทรยศ จึงไม่คิดให้อภัยต่อการกระทำนี้ ยิ่งรักหรือรู้สึกดีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น ขณะเดียวกัน ก็ต้องการเยียวยาตัวเอง

เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก สิ่งสำคัญที่เราต้องคิดถึงคือ กอดตัวเองไว้ เพราะไม่มีใครทำร้ายหรือลดทอนคุณค่าความรักและตัวตนของเราได้ หากเราไม่ยอมหรืออนุญาต

เราจึงต้องรู้เท่าทันความรู้สึกของตัวเอง และการกระทำที่ไร้หัวใจของคนอื่น หากสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา คนผิดย่อมไม่ใช่เรา ปัญหาทุกอย่างอยู่กับคนที่เข้ามาหลอกคุยแล้วจากไป การโทษแต่ตัวเองไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากทำให้เจ็บปวดและเสียเวลา หรืออาจเสียน้ำตา

ท้ายที่สุด คุณค่าของเรายังคงอยู่กับเราไม่ไปไหน ขอเพียงดูแลใจของตัวเองเหมือนเคย ดีเสียอีกที่คนเห็นแก่ตัวแบบนี้หายไปจากชีวิต เพราะนี่คือโอกาสเริ่มต้นใหม่ที่ไม่มีผีมาหลอกให้รำคาญใจอีก

 

อ้างอิง

  • Freedman, G., Powell, D. N., Le, B., & Williams, K. D. (2019). Ghosting and destiny: Implicit theories of relationships predict beliefs about ghosting. Journal of Social and Personal Relationships, 36(3), 905–924. https://doi.org/10.1177/0265407517748791
  • Jennice Vilhauer. Why Ghosting Hurts So Much. https://bit.ly/3kxPMqC
  • Loren Soeiro. 7 Essential Psychological Truths About Ghosting. https://bit.ly/3F3XHDY
  • Navarro, R., Larrañaga, E., Yubero, S., & Víllora, B. (2020). Psychological Correlates of Ghosting and Breadcrumbing Experiences: A Preliminary Study among Adults. International journal of environmental research and public health, 17(3), 1116. https://doi.org/10.3390/ijerph17031116